รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • ปัญหาหนึ่งของคนมีหนี้บัตรเครดิตที่ยังไม่มีวินัยในการใช้จ่ายเงิน แถมใช้จ่ายเงินด้วยความฟุ่มเฟือยหรือใช้จ่ายเงินไม่เป็น อาจก่อให้เกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ทันเวลาที่กำหนด ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามมา ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าปรับจากการผิดเงื่อนไขการชำระ ดอกเบี้ยที่คิดจากยอดค้างชำระ ทั้งนี้ ยังไม่รวมผลเสียจากความเครียดที่มีเพิ่มขึ้น และสุขภาพจิตที่เสียไปเมื่อขาดเงินชำระหนี้  เริ่มแรกเมื่อใช้บัตรเครดิตใหม่ๆ ไม่มีใครคิดอยากเป็นหนี้ แต่พอเริ่มใช้สักระยะหนึ่งแล้ว รู้สึกว่าตนเองมีกำลังซื้อจากเงินในอนาคตมากขึ้น จากเดิมที่เคยชำระแบบเต็มวงเงิน เริ่มเปลี่ยนเป็นการชำระเพียงบางส่วน ดังนั้น หากไม่มีวินัยในการใช้เงินที่ดีแล้ว จะเริ่มมีการค้างชำระหนี้บัตรเครดิตจาก 1 เดือน เป็น 2 เดือน 3 เดือน และในที่สุดก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งส่งผลต่อการขอกู้เงิน หรือการขอสินเชื่อในครั้งต่อๆ ไป เช่น ในอนาคตหากมีความประสงค์ต้องการซื้อบ้าน รถยนต์ จะทำให้สูญเสียโอกาสในการกู้เงิน เพราะการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ ในปัจจุบัน ใช้วิธีดูประวัติการผ่อนชำระผ่านทางระบบข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (Credit Bureau) กล่าวคือ หากเป็นผู้ที่มีประวัติการผ่อนชำระไม่ดี อาจไม่สามารถกู้เงินได้อีกในครั้งต่อไป ดังนั้น คุณผู้อ่านควรรู้จักวิธีบริหารจัดการหนี้ เผื่อไว้สำหรับเวลาที่เดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ จะได้สามารถพึ่งพาเครดิตของตัวเองได้ ไม่ต้องไปขอหยิบขอยืมเงินใครมาใช้สำหรับวิธีบริหารจัดการหนี้นั้น ขอเริ่มจากหนี้ที่ง่ายที่สุด คือ หนี้บัตรเครดิต การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีความง่ายและสะดวกสบาย แต่หากขาดการวางแผนที่ดี อาจก่อให้เกิดเป็นหนี้สินได้ หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้อันดับแรกที่ควรชำระ เนื่องจากดอกเบี้ยสูงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตจะเริ่มคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่มีการจ่ายเงินแทนลูกค้าออกไป สำหรับเทคนิคการบริหารจัดการหนี้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธีนั้น มีดังต่อไปนี้ ไม่มีเงินจ่าย อย่าได้รูดบัตร ใช้จ่ายให้น้อยกว่า หรือเท่ากับเงินสดที่มีเท่านั้น ชำระเต็มจำนวน... ตรงตามเวลา จะช่วยลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย รวมถึงค่าปรับต่างๆ ได้ ถือบัตรที่เหมาะกับ Lifestyle มีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนลงได้ เช่น เติมน้ำมันผ่านบัตรเครดิตให้ส่วนลดสูงถึง 5% เติมเงินค่าเดินทางรถไฟฟ้าผ่านบัตรเครดิตมีส่วนลดพิเศษ เป็นต้น อ่าน Statement อย่างละเอียด เพื่อทบทวนรายจ่ายในแต่ละเดือน ใช้ Statement เป็นบันทึกการใช้จ่าย ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น ใช้สิทธิประโยชน์จาก Point อย่างเหมาะสม ไม่เป็นเหยื่อโปรโมชั่นของบัตรเครดิต สำหรับผู้ที่เริ่มมีหนี้บัตรเครดิต และต้องการหาทางออก มีเคล็ดลับดีๆ ในการลดหนี้ ก่อนอื่นควรรู้จักกับหนี้ที่เหมาะสมของบัตรเครดิตก่อน คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า มีหนี้บัตรเครดิตเท่าไร ถึงจะไม่เกินตัว สำหรับจำนวนหนี้ที่ต้องผ่อนชำระบัตรเครดิตนั้น   ไม่ควรเกิน 10% ของรายได้สุทธิต่อเดือน หรือ ไม่ควรกู้เกิน 20% ของรายได้สุทธิตลอดทั้งปี เพราะจะส่งผลต่อการผ่อนชำระหนี้ได้ ทั้งนี้ เคล็ดลับในการลดหนี้บัตรเครดิต ขอแนะนำเทคนิคดีๆ ที่ควรรู้ มีดังต่อไปนี้อันดับแรกต้องใจแข็งไม่ก่อหนี้เพิ่ม ซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ยารักษาโรค ค่าเดินทางมาทำงาน เสื้อผ้าตามความจำเป็น ฯลฯ มีข้อคิดดีๆ สำหรับการประหยัดเงินเพื่อมาชำระหนี้เพิ่ม คือ “ถึงแม้ว่าจะถูกแค่ไหน ถ้าไม่ใช้ ก็ไม่ซื้อ”
  • “เมื่อตัดสินใจซื้อรถยนต์ นอกจากเตรียมเงินเป็นค่าผ่อนรถยนต์ในแต่ละเดือนแล้ว ต้องมีการสำรองเงินสำหรับภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมัน ค่าประกันภัยรถยนต์” เวลาเลือกซื้อรถยนต์สักคัน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการช็อปปิ้งโปรโมชั่น “ลดแลกแจกแถม” หากศูนย์รถยนต์ใดหรือพนักงานขายคนไหนให้ของแถมมากที่สุด ก็มีวี่แววว่าจะเป็นที่น่าดึงดูดใจที่สุด แต่ไม่ว่าจะซื้อรถยนต์จากที่ใดก็ตาม เราจะได้รับสิ่งหนึ่งพ่วงมาด้วยเสมอโดยไม่สนใจว่าเราต้องการหรือไม่ ส่วนพ่วงที่ว่า ก็คือ ค่าใช้จ่ายจากการใช้รถยนต์ นั่นเอง ค่าใช้จ่ายอันดับแรกที่มาคู่กันเป็นเงาตามตัวสำหรับการใช้รถยนต์ คือ ค่าน้ำมัน แน่นอนว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เลี่ยงไม่ได้ ยิ่งในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันมีแต่ประกาศปรับขึ้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจากความรุนแรงทางการเมืองในประเทศตะวันออกกลางหรือความต้องการบริโภคน้ำมันในต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงต่อกระเป๋าเงินของเราทั้งสิ้น แต่รถยนต์ก็ยังต้องการเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายคนจึงหันไปใช้ทางเลือกอื่น เช่น การติดตั้งระบบแก๊ส ไม่ว่าจะเป็น LPG หรือ NGV ซึ่งก็ช่วยลดภาระค่าน้ำมันลงไปได้พอสมควร แต่ก็ต้องยอมรับว่าจะมีค่าติดตั้งระบบแก๊สเป็นต้นทุนเพิ่มอย่างหนึ่ง และส่งผลให้ราคาขายต่อในวันข้างหน้าอาจไม่สูงเท่ากับรถยนต์ที่ไม่ได้ติดตั้งระบบแก๊ส รวมถึงประกันภัยบางแห่งอาจไม่รับประกันสำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบแก๊ส ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ความปลอดภัยในการติดตั้งและใช้งาน ดังนั้น หากอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะติดตั้งระบบแก๊สหรือไม่ เราอาจลองคำนวณหาจุดคุ้มทุน เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย รวมถึงตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์บริการให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ขึ้นชื่อว่ารถยนต์ เครื่องยนต์กลไกต่างๆ ก็ต้องสึกหรอไปตามการใช้งาน ขึ้นชื่อว่ารถยนต์ เครื่องยนต์กลไกต่างๆ ก็ต้องสึกหรอไปตามการใช้งาน ค่าบำรุงรักษา จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง หรือค่าซ่อมบำรุงเมื่ออุปกรณ์ต่างๆ เริ่มเสื่อมสมรรถภาพ อย่างไรก็ดี หากเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซมนั้นเป็นไปเพื่อความปลอดภัยในชีวิตระหว่างการขับขี่รถยนต์แล้ว บ่อยครั้งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จึงไม่อาจปฏิเสธได้ จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง หรือค่าซ่อมบำรุงเมื่ออุปกรณ์ต่างๆ เริ่มเสื่อมสมรรถภาพ อย่างไรก็ดี หากเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซมนั้นเป็นไปเพื่อความปลอดภัยในชีวิตระหว่างการขับขี่รถยนต์แล้ว บ่อยครั้งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จึงไม่อาจปฏิเสธได้ ค่าใช้จ่ายรายปีอย่าง ค่าประกันภัยรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งรายจ่ายที่ต้องตระเตรียมไว้ ซึ่งประกันภัยรถยนต์ก็มีให้เลือกหลายประเภทตามความคุ้มครองและค่าเบี้ยประกันที่มากน้อยแตกต่างกัน แต่จะเลือกประกันภัยประเภท 1 หรือ 2 หรือประเภทใดก็ตาม ควรพิจารณาให้เหมาะสมตามลักษณะการใช้งานรถยนต์และความคุ้มครองที่ต้องการเป็นหลัก ประโยชน์อย่างหนึ่งของการทำประกันภัยรถยนต์ซึ่งเรามักไม่เห็นในวันที่ทำประกัน แต่มีประโยชน์มากมายในวันที่จำเป็น นั่นคือ ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั่นเอง  นอกจากนี้ ยังมี ค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ที่คุณอาจไม่ได้คิดถึงในวันที่ซื้อรถยนต์ เช่น ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ ค่าล้างรถ เป็นต้น เหล่านี้เป็นรายจ่ายที่มาทีละนิดทีละหน่อย แต่สามารถมาได้เรื่อยๆ ซึ่งหากนำมารวมกันก็อาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตก้อนหนึ่งได้เลยทีเดียว ค่าใช้จ่ายทางอ้อมอีกประการที่จะตามมาและอาจตามมาเป็นจำนวนมากอย่างคาดไม่ถึง นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตของเรา ซึ่งอาจเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงไปของรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle) ของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางท่องเที่ยวหรือค่าทานอาหารนอกบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตนี้มักเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวและด้วยความเต็มใจค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่พ่วงมากับการใช้รถยนต์นั้น นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นไปตามเงินเฟ้อ แต่มีอย่างหนึ่งที่ลดลงอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ มูลค่าของรถยนต์ ซึ่งได้ลดมูลค่าลงตั้งแต่วันแรกที่ถอยรถยนต์ออกจากศูนย์และลดลงไปเรื่อยๆ ตามค่าเสื่อมและกาลเวลา เห็นอย่างนี้แล้ว ไม่ว่าจะซื้อรถยนต์ยี่ห้อไหน รุ่นอะไร คงต้องหันกลับมาถามตัวเองก่อนว่าเราพร้อมรับค่าใช้จ่ายส่วนพ่วงนี้แล้วหรือยัง ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Car_A006.aspx
  • “การชอปปิ้งและการสังสรรค์เป็นประจำ ถือเป็นมารร้ายที่ทำให้เราไม่สามารถออมเงินได้” เชื่อว่าทุกคนต่างต้องการออมเงิน เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต แต่ก็มักพบเจอกับอุปสรรคมากมาย ทำให้ไม่สามารถออมเงินได้ อะไรบ้างที่เป็นมารร้ายทำให้เราไม่ได้ออมเงิน แล้วเราจะขจัดมารร้ายออกไปได้อย่างไร มาดูกันเลยค่ะ  เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือตกงาน มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา (ตกงานอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น) และเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถออมเงินได้ เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ บางครั้งก็เป็นเงินสูงถึงหลักหมื่นหลักแสน หากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมา ทำให้เราต้องนำเงินออมออกมาใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเงินออมที่มีไม่เพียงพอ อาจทำให้ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่มเติม วิธีการที่จะป้องกันไม่ให้เรานำเงินออมมาใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันคือ การสำรองเงินเผื่อฉุกเฉิน โดยควรสำรองเอาไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝาก กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนจำนวนเงินที่ควรสำรองนั้นเท่ากับ 6 เท่าของรายจ่ายรายเดือนค่ะ  การชอปปิ้ง มารตัวสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถออมเงินได้คือ การชอปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือรองเท้า แม้ว่าราคาของสินค้าเหล่านี้จะไม่สูงมากนัก แต่การซื้อบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราไม่สามารถออมเงินได้ ส่วนชายหนุ่มนั้น แม้จะไม่ได้ชอปเยอะ ชอปบ่อย ชอปนาน แบบผู้หญิง แต่สินค้าที่ซื้อมักจะเป็นของชิ้นใหญ่ เช่น อุปกรณ์แต่งรถ หรืออุปกรณ์กีฬา ก็ทำให้เก็บเงินกันไม่ได้เช่นกัน วิธีที่จะช่วยให้เราสามารถชอปได้โดยไม่กระทบการออมเงินของเราก็คือ การตั้งงบประมาณในการชอป ในแต่ละเดือนแนะนำให้ตั้งงบไว้เลยว่า จะซื้อของเป็นเป็นเงินเท่าไร และทำบัญชีรับจ่ายสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าใช้จ่ายเกินงบที่ตั้งไว้ จะได้มีเงินเหลือเก็บไว้ออมได้ค่ะ  การสังสรรค์ การกินข้าวนอกบ้านหรือไปสังสรรค์ปาร์ตี้เป็นประจำ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถออมเงินได้ เพราะการกินข้าวนอกบ้านครั้งหนึ่งก็มีค่าใช้จ่ายเป็นหลักร้อย ส่วนการไปสังสรรค์ปาร์ตี้หรือเที่ยวกลางคืนนั้น ยิ่งจะมีค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งที่สูงขึ้น โดยอาจสูงถึงหลักพัน อีกทั้งเป็นการทำลายสุขภาพในระยะยาวด้วย หากเราสามารถปรับลดกิจกรรมเหล่านี้ลง โดยลดการกินข้าวนอกบ้านจากสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เหลือสัปดาห์ละครั้ง ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงได้มาก ส่วนการไปเที่ยวกลางคืนก็ควรปรับลดด้วยเช่นกัน เพราะไม่ใช่แค่จะประหยัดเงินได้ในระยะสั้น แต่จะเป็นการรักษาสุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเงินค่ารักษาพยาบาลในระยะยาวได้อีกด้วยค่ะเมื่อเราสามารถขจัดมารผจญ(จน) และออมเงินได้แล้ว ก็อย่าลืมนำเงินที่ออมได้ไปลงทุน เพราะจะช่วยให้เราได้รับผลตอบแทนจากเงินออมก้อนนี้มากขึ้น ส่วนจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรนั้น คงต้องเลือกให้เหมาะสมกับความสำคัญของเป้าหมาย และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ค่ะ ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A007.aspx
  • “สุขภาพการเงินที่แข็งแรงสามารถสร้างได้ โดยการออมเงินสม่ำเสมอทุกเดือน และแบ่งเงินออมบางส่วนไปลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก” หลังจากที่เราได้เช็คสุขภาพการเงินกันไป และได้ทราบผลตรวจสุขภาพการเงินของเราเอง โดยการตอบคำถาม 2 ข้อคือ ทุกวันนี้มีเงินใช้สบายๆ แบบที่ไม่มีหนี้ท่วมหัว และเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงิน ก็มีเงินสำรองเพียงพอไว้ใช้จ่ายกันแล้วในสัปดาห์นี้ เรามาทำให้สุขภาพการเงินที่ดีของเรามีความแข็งแรงมากขึ้นดีกว่า ด้วยการทำตามคำแนะนำ 2 ข้อ ดังต่อไปนี้ค่ะ  เก็บออมเงินสม่ำเสมอทุกเดือนหลังจากที่เราปลดหนี้ได้สำเร็จ และมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน 6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือนแล้ว คราวนี้เราก็จะมีเงินเหลือสำหรับเก็บออมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน แต่ถ้าใครรู้ตัวว่า ตัวเองเป็นคนใช้เงินเก่ง และเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ ก็ลองบังคับตัวเองให้ออมเงินก่อนอย่างน้อย 15% ของรายได้ต่อเดือน แล้วค่อยนำเงินที่เหลือจากการออมไปใช้จ่าย เช่น มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท ก็ออมก่อน 15% คือ 2,250 บาท โดยแนะนำให้นำเงินส่วนนี้ไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี เนื่องจากเป็นบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีเงินฝากประเภทอื่น และดอกเบี้ยที่ได้ก็ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งบัญชีเงินฝากประเภทนี้จะเหมาะกับคนที่ออมเงินเป็นประจำ ยอดเงินเท่ากันทุกเดือน เช่น ออมเดือนละ 2,000 บาท และออมได้ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปค่ะ สำหรับใครที่สามารถออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือนก็ถือว่าเก่งมากค่ะ แต่แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าอยากให้สุขภาพการเงินของเราแข็งแรงขึ้นไปอีกก็ลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้ค่ะ นำเงินไปลงทุนในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากเมื่อสามารถออมเงินได้สม่ำเสมอทุกเดือนแล้ว เราควรจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากเพื่อเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่จะเลือกลงทุนในรูปแบบไหนนั้น ให้ดูที่จุดประสงค์ในการใช้เงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เป็นหลักค่ะ เช่น หากยังไม่มีเป้าหมายในการใช้เงินระยะสั้น และรับความเสี่ยงได้ปานกลาง แนะนำให้แบ่งเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมผสม ซึ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก แต่หากรับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้แบ่งเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเนื่องจากมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนรวมผสมค่ะ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนมีความเสี่ยง เมื่อมีความเสี่ยงสูงขึ้น ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงหรือขาดทุนสูงได้เช่นกัน ดังนั้น เงินที่จะนำมาลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจะต้องเป็นเงินเย็นเท่านั้น และก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในรูปแบบใด ก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นค่ะ จะเห็นได้ว่า สุขภาพการเงินที่ดีและแข็งแรงสามารถสร้างได้ไม่ยาก เริ่มจาก มีเงินใช้สบายๆ แบบที่ไม่มีหนี้ท่วมหัว เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงิน ก็มีเงินสำรองเพียงพอไว้ใช้จ่าย 6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือน โดยออมเงินไว้ในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น  มีเงินเหลือเก็บออมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน นำเงินไปลงทุนในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A037.aspx
  • “ไม่ว่าเป้าหมายจะเล็กหรือใหญ่ หากตั้งใจและลงมือทำอย่างจริงจังแล้ว ย่อมนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้” ชีวิตมีเรื่องที่ต้องทำหลากหลาย จุดหมายในชีวิตของคนเรานั้นมีความต้องการพื้นฐานที่เหมือนกันคือต้องการให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายยิ่งขึ้น อย่างเช่น บ้าน รถยนต์ มีเงินใช้อย่างเพียงพอ เป็นต้น การจะทำให้ชีวิตสุขสบายนั้นต้องมีการวางแผนสำหรับอนาคต และปรับเปลี่ยนแผนอนาคตให้เป็นเป้าหมายที่จะต้องไปให้ถึง ซึ่งคนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเป้าหมายใกล้มากกว่าเป้าหมายไกล เน้นเป้าหมายเล็กมากกว่าเป้าหมายใหญ่ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย เห็นผลเร็ว ทำให้ท้ายที่สุดแล้วต้องพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดใจ ทำเป้าหมายสำคัญไม่สำเร็จสักที รู้สึกท้อแท้ แล้วที่สุดจบด้วยเหตุผลว่าไม่มีเงิน หรือไม่มีเวลา การเตรียมตัวให้พร้อมเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายใหญ่ หรือเป้าหมายเล็ก จะสามารถสำเร็จลงได้หากมีการนำไปปฏิบัติจริงด้วย  “บันไดการเงิน 4 ขั้น สู่ฝันที่เป็นจริง”  ชัดเจนกับเป้าหมาย เริ่มต้นด้วยการลองจดเป้าหมายต่างๆ ที่ต้องการ โดยดูว่ามีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน ให้ระบุความสำคัญของเป้าหมายไว้ด้วย เช่น เป้าหมายสำคัญมาก ปานกลางหรือน้อย สำหรับเป้าหมายที่มีความสำคัญมากจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคุณเป็นอย่างมาก หากไม่สามารถทำเป้าหมายให้สำเร็จได้ เช่น การวางแผนจ่ายค่าเทอมบุตรมีความสำคัญมากในระยะเวลาสั้น และแผนการเกษียณอายุมีความสำคัญมากในระยะยาว เป็นต้น ตรงกันข้ามกับเป้าหมายที่มีความสำคัญน้อย ซึ่งหากไม่บรรลุเป้าหมาย จะไม่ส่งผลกับมาตรฐานการดำเนินชีวิตของเรา เช่น การท่องเที่ยวต่างประเทศ การซื้อมือถือใหม่ เป็นต้น แต่หากให้เลือกระหว่างเป้าหมายทั้ง 2 แบบนี้ เชื่อเลยว่าหลายท่านจะเลือกทำเป้าหมายที่มีความสำคัญน้อยก่อน เพราะทำได้ง่ายกว่า เห็นผลเร็วกว่าและใช้เงินน้อยกว่าด้วย ลำดับต่อมาให้ระบุว่าแต่ละเป้าหมายนั้นต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายภายในกี่ปี เช่น เป้าหมายระยะสั้นภายใน 1 ปี เป้าหมายระยะปานกลางภายใน 3-5 ปี เพื่อที่จะนำมากำหนดแผนการออมเงินในแต่ละปี เพื่อให้รู้ว่าในปี 58 59 และ 60 ต้องเริ่มออมอย่างไรบ้าง โดยระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น จะมีผลต่อการเลือกเก็บออมเงินต่อไป  ตีเป้าหมายเป็นตัวเงิน และวางแผนการออม ให้กำหนดมูลค่าเป้าหมายที่คิดว่าใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพื่อจะได้รู้ว่าในแต่ละเป้าหมายต้องใช้เงินเท่าไร ปีไหนจะใช้เงินกี่บาท ต่อมาให้สำรวจเงินที่เรามีอยู่เพื่อเป้าหมายต่างๆ แล้วจับคู่กับแต่ละเป้าหมาย โดยส่วนต่างที่ขาดคือจำนวนเงินที่เราต้องออมเพิ่ม อย่างไรก็ดี บางเป้าหมายอาจไม่ได้เริ่มต้นในวันนี้ ควรที่จะวางแผนจัดสรรให้ดี ในบางครั้งอาจเลือกทำเป้าหมายระยะสั้นให้เสร็จก่อนแล้วค่อยจัดสรรเป้าหมายระยะยาวต่อไปก็ได้  ออมเงินและลงทุนอย่างถูกวิธี เป็นการเลือกออมเงินและสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะสมกับระยะเวลาการใช้เงิน และความเสี่ยงที่เรารับได้ โดยเป้าหมายที่มีความสำคัญมากและเป็นเป้าหมายระยะสั้นนั้น ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง อย่างเช่น หากต้องการเก็บเงินเพื่อใช้ชำระค่าเทอมลูกในอีก 6 เดือนข้างหน้า ควรเลือกฝากและลงทุนในบัญชีเงินฝากหรือกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง เป็นต้น แต่หากเป็นเป้าหมายระยะปานกลางที่มีความสำคัญมาก เช่น เงินดาวน์เพื่อซื้อบ้านในอีก 2 ปีนั้น ควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างเช่นกองทุนตราสารหนี้ เปรียบเทียบกับแผนการท่องเที่ยวต่างประเทศในอีก 2 ปี ซึ่งมีความสำคัญปานกลางถึงน้อยนั้น รูปแบบออมและลงทุนอาจเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงได้บ้าง เช่น กองทุนรวมผสมที่มีการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ ซึ่งหากลงทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย อาจไม่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต เป็นต้น  ติดตามผล เดินตามแผน ตรวจสอบวินัยทางการเงิน ผลตอบแทนจากการออมและลงทุนเป็นประจำสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หากไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งใจไว้ ต้องติดตามผล หาสาเหตุ และเลือกวิธีการเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย ซึ่งจากตัวอย่างการเก็บเงินเพื่อดาวน์บ้าน และท่องเที่ยวต่างประเทศ ภายใน 2 ปี หากเริ่มต้นออมเงินและลงทุนในปี 57 และ ปี 58 แล้ว ไม่สามารถออมเงินได้ตามเป้าหมาย อาจเลือกวิธีการให้ไปถึงเป้าหมายได้โดยการลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ เพื่อให้ออมเงินได้มากขึ้น เลือกแผนดาวน์บ้านที่มีความสำคัญมากกว่าก่อน และอาจเลื่อนแผนการท่องเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนอนาคต คือการเริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่วันนี้ หากคุณมีเป้าหมายการเงินหลายเป้าหมาย ควรแยกบัญชีของแต่ละเป้าหมายออกจากกัน เพื่อให้การติดตามผลสามารถทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การวางแผนอนาคตของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เพียงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว การมีสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ สำคัญกว่าการมีเงินทองมากมาย ดังนั้น ควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และดูแลสุขภาพให้ดีด้วย ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A019.aspx