รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • “สุขภาพการเงินที่แข็งแรงสามารถสร้างได้ โดยการออมเงินสม่ำเสมอทุกเดือน และแบ่งเงินออมบางส่วนไปลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก” หลังจากที่เราได้เช็คสุขภาพการเงินกันไป และได้ทราบผลตรวจสุขภาพการเงินของเราเอง โดยการตอบคำถาม 2 ข้อคือ ทุกวันนี้มีเงินใช้สบายๆ แบบที่ไม่มีหนี้ท่วมหัว และเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงิน ก็มีเงินสำรองเพียงพอไว้ใช้จ่ายกันแล้วในสัปดาห์นี้ เรามาทำให้สุขภาพการเงินที่ดีของเรามีความแข็งแรงมากขึ้นดีกว่า ด้วยการทำตามคำแนะนำ 2 ข้อ ดังต่อไปนี้ค่ะ  เก็บออมเงินสม่ำเสมอทุกเดือนหลังจากที่เราปลดหนี้ได้สำเร็จ และมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน 6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือนแล้ว คราวนี้เราก็จะมีเงินเหลือสำหรับเก็บออมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน แต่ถ้าใครรู้ตัวว่า ตัวเองเป็นคนใช้เงินเก่ง และเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ ก็ลองบังคับตัวเองให้ออมเงินก่อนอย่างน้อย 15% ของรายได้ต่อเดือน แล้วค่อยนำเงินที่เหลือจากการออมไปใช้จ่าย เช่น มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท ก็ออมก่อน 15% คือ 2,250 บาท โดยแนะนำให้นำเงินส่วนนี้ไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี เนื่องจากเป็นบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีเงินฝากประเภทอื่น และดอกเบี้ยที่ได้ก็ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งบัญชีเงินฝากประเภทนี้จะเหมาะกับคนที่ออมเงินเป็นประจำ ยอดเงินเท่ากันทุกเดือน เช่น ออมเดือนละ 2,000 บาท และออมได้ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปค่ะ สำหรับใครที่สามารถออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือนก็ถือว่าเก่งมากค่ะ แต่แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าอยากให้สุขภาพการเงินของเราแข็งแรงขึ้นไปอีกก็ลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้ค่ะ นำเงินไปลงทุนในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากเมื่อสามารถออมเงินได้สม่ำเสมอทุกเดือนแล้ว เราควรจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากเพื่อเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่จะเลือกลงทุนในรูปแบบไหนนั้น ให้ดูที่จุดประสงค์ในการใช้เงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เป็นหลักค่ะ เช่น หากยังไม่มีเป้าหมายในการใช้เงินระยะสั้น และรับความเสี่ยงได้ปานกลาง แนะนำให้แบ่งเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมผสม ซึ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก แต่หากรับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้แบ่งเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเนื่องจากมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนรวมผสมค่ะ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนมีความเสี่ยง เมื่อมีความเสี่ยงสูงขึ้น ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงหรือขาดทุนสูงได้เช่นกัน ดังนั้น เงินที่จะนำมาลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจะต้องเป็นเงินเย็นเท่านั้น และก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในรูปแบบใด ก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นค่ะ จะเห็นได้ว่า สุขภาพการเงินที่ดีและแข็งแรงสามารถสร้างได้ไม่ยาก เริ่มจาก มีเงินใช้สบายๆ แบบที่ไม่มีหนี้ท่วมหัว เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงิน ก็มีเงินสำรองเพียงพอไว้ใช้จ่าย 6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือน โดยออมเงินไว้ในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น  มีเงินเหลือเก็บออมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน นำเงินไปลงทุนในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A037.aspx
  • “ไม่ว่าเป้าหมายจะเล็กหรือใหญ่ หากตั้งใจและลงมือทำอย่างจริงจังแล้ว ย่อมนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้” ชีวิตมีเรื่องที่ต้องทำหลากหลาย จุดหมายในชีวิตของคนเรานั้นมีความต้องการพื้นฐานที่เหมือนกันคือต้องการให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายยิ่งขึ้น อย่างเช่น บ้าน รถยนต์ มีเงินใช้อย่างเพียงพอ เป็นต้น การจะทำให้ชีวิตสุขสบายนั้นต้องมีการวางแผนสำหรับอนาคต และปรับเปลี่ยนแผนอนาคตให้เป็นเป้าหมายที่จะต้องไปให้ถึง ซึ่งคนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเป้าหมายใกล้มากกว่าเป้าหมายไกล เน้นเป้าหมายเล็กมากกว่าเป้าหมายใหญ่ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย เห็นผลเร็ว ทำให้ท้ายที่สุดแล้วต้องพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดใจ ทำเป้าหมายสำคัญไม่สำเร็จสักที รู้สึกท้อแท้ แล้วที่สุดจบด้วยเหตุผลว่าไม่มีเงิน หรือไม่มีเวลา การเตรียมตัวให้พร้อมเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายใหญ่ หรือเป้าหมายเล็ก จะสามารถสำเร็จลงได้หากมีการนำไปปฏิบัติจริงด้วย  “บันไดการเงิน 4 ขั้น สู่ฝันที่เป็นจริง”  ชัดเจนกับเป้าหมาย เริ่มต้นด้วยการลองจดเป้าหมายต่างๆ ที่ต้องการ โดยดูว่ามีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน ให้ระบุความสำคัญของเป้าหมายไว้ด้วย เช่น เป้าหมายสำคัญมาก ปานกลางหรือน้อย สำหรับเป้าหมายที่มีความสำคัญมากจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคุณเป็นอย่างมาก หากไม่สามารถทำเป้าหมายให้สำเร็จได้ เช่น การวางแผนจ่ายค่าเทอมบุตรมีความสำคัญมากในระยะเวลาสั้น และแผนการเกษียณอายุมีความสำคัญมากในระยะยาว เป็นต้น ตรงกันข้ามกับเป้าหมายที่มีความสำคัญน้อย ซึ่งหากไม่บรรลุเป้าหมาย จะไม่ส่งผลกับมาตรฐานการดำเนินชีวิตของเรา เช่น การท่องเที่ยวต่างประเทศ การซื้อมือถือใหม่ เป็นต้น แต่หากให้เลือกระหว่างเป้าหมายทั้ง 2 แบบนี้ เชื่อเลยว่าหลายท่านจะเลือกทำเป้าหมายที่มีความสำคัญน้อยก่อน เพราะทำได้ง่ายกว่า เห็นผลเร็วกว่าและใช้เงินน้อยกว่าด้วย ลำดับต่อมาให้ระบุว่าแต่ละเป้าหมายนั้นต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายภายในกี่ปี เช่น เป้าหมายระยะสั้นภายใน 1 ปี เป้าหมายระยะปานกลางภายใน 3-5 ปี เพื่อที่จะนำมากำหนดแผนการออมเงินในแต่ละปี เพื่อให้รู้ว่าในปี 58 59 และ 60 ต้องเริ่มออมอย่างไรบ้าง โดยระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น จะมีผลต่อการเลือกเก็บออมเงินต่อไป  ตีเป้าหมายเป็นตัวเงิน และวางแผนการออม ให้กำหนดมูลค่าเป้าหมายที่คิดว่าใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพื่อจะได้รู้ว่าในแต่ละเป้าหมายต้องใช้เงินเท่าไร ปีไหนจะใช้เงินกี่บาท ต่อมาให้สำรวจเงินที่เรามีอยู่เพื่อเป้าหมายต่างๆ แล้วจับคู่กับแต่ละเป้าหมาย โดยส่วนต่างที่ขาดคือจำนวนเงินที่เราต้องออมเพิ่ม อย่างไรก็ดี บางเป้าหมายอาจไม่ได้เริ่มต้นในวันนี้ ควรที่จะวางแผนจัดสรรให้ดี ในบางครั้งอาจเลือกทำเป้าหมายระยะสั้นให้เสร็จก่อนแล้วค่อยจัดสรรเป้าหมายระยะยาวต่อไปก็ได้  ออมเงินและลงทุนอย่างถูกวิธี เป็นการเลือกออมเงินและสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะสมกับระยะเวลาการใช้เงิน และความเสี่ยงที่เรารับได้ โดยเป้าหมายที่มีความสำคัญมากและเป็นเป้าหมายระยะสั้นนั้น ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง อย่างเช่น หากต้องการเก็บเงินเพื่อใช้ชำระค่าเทอมลูกในอีก 6 เดือนข้างหน้า ควรเลือกฝากและลงทุนในบัญชีเงินฝากหรือกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง เป็นต้น แต่หากเป็นเป้าหมายระยะปานกลางที่มีความสำคัญมาก เช่น เงินดาวน์เพื่อซื้อบ้านในอีก 2 ปีนั้น ควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างเช่นกองทุนตราสารหนี้ เปรียบเทียบกับแผนการท่องเที่ยวต่างประเทศในอีก 2 ปี ซึ่งมีความสำคัญปานกลางถึงน้อยนั้น รูปแบบออมและลงทุนอาจเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงได้บ้าง เช่น กองทุนรวมผสมที่มีการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ ซึ่งหากลงทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย อาจไม่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต เป็นต้น  ติดตามผล เดินตามแผน ตรวจสอบวินัยทางการเงิน ผลตอบแทนจากการออมและลงทุนเป็นประจำสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หากไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งใจไว้ ต้องติดตามผล หาสาเหตุ และเลือกวิธีการเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย ซึ่งจากตัวอย่างการเก็บเงินเพื่อดาวน์บ้าน และท่องเที่ยวต่างประเทศ ภายใน 2 ปี หากเริ่มต้นออมเงินและลงทุนในปี 57 และ ปี 58 แล้ว ไม่สามารถออมเงินได้ตามเป้าหมาย อาจเลือกวิธีการให้ไปถึงเป้าหมายได้โดยการลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ เพื่อให้ออมเงินได้มากขึ้น เลือกแผนดาวน์บ้านที่มีความสำคัญมากกว่าก่อน และอาจเลื่อนแผนการท่องเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนอนาคต คือการเริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่วันนี้ หากคุณมีเป้าหมายการเงินหลายเป้าหมาย ควรแยกบัญชีของแต่ละเป้าหมายออกจากกัน เพื่อให้การติดตามผลสามารถทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การวางแผนอนาคตของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เพียงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว การมีสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ สำคัญกว่าการมีเงินทองมากมาย ดังนั้น ควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และดูแลสุขภาพให้ดีด้วย ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A019.aspx
  • “เลือกบ้านที่ถูกใจ ในราคาที่ผ่อนชำระไหว” “บ้านในฝัน” เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่น้อยคนที่จะสามารถซื้อบ้านด้วยเงินสดที่มีได้ เพราะราคาบ้านนับวันยิ่งแพงขึ้นๆ ตามราคาวัสดุที่สูงขึ้น ค่าแรงที่สูงขึ้น ที่สำคัญราคาที่ดินก็สูงขึ้นตามกาลเวลา โดยเฉพาะที่ดินที่ทำเลดี อยู่ใจกลางเมือง ใกล้ศูนย์การค้า โรงเรียน หรือโรงพยาบาล ทำให้ราคาบ้านในฝันนับวันยิ่งไกลฝันออกไปทุกที ดังนั้น การที่จะทำฝันให้เป็นจริงได้ สามารถทำได้โดยการกู้ซื้อบ้าน ซึ่งวันนี้ K-Expert มีคำแนะนำการกู้ซื้อบ้านให้ผ่านมาฝากกันค่ะดาวน์ก้อนใหญ่ เพราะโดยปกติสถาบันการเงินมักให้เราดาวน์ประมาณ 20% ของมูลค่าบ้าน และจะปล่อยสินเชื่อให้เราประมาณ 80% ดังนั้น หากบ้านในฝันที่เราต้องการมีมูลค่า 5 ล้านบาท อย่างน้อยเราก็ต้องมีเงินดาวน์ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ เพราะนอกจากเงินดาวน์ที่เราต้องมีแล้ว สถาบันการเงินยังพิจารณาความสามารถในการผ่อน หากกู้ 30 ปีก็ต้องผ่อนประมาณเดือนละ 28,000 บาท หรือต้องมีรายได้อย่างน้อย 70,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น หากรายได้ต่อเดือนเรามีเพียง 50,000 บาท แต่เราต้องการบ้านมูลค่า 5 ล้านบาท ซึ่งเรามีความสามารถในการกู้เพียง 2.85 ล้านบาทเท่านั้น หนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เรากู้ผ่านได้ นั่นคือการเพิ่มเงินดาวน์จาก 1 ล้าน เป็น 2.1 ล้านบาท ก็จะทำให้เราสามารถกู้ซื้อบ้านในฝันได้เช่นกันเพิ่มพลังความสามารถในการผ่อน (หาผู้กู้ร่วม) สำหรับบ้านในฝันมูลค่า 5 ล้านบาท หากต้องการดาวน์น้อยผ่อนสบาย ก็ควรมีรายได้อย่างน้อย 70,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าเรามีรายได้ต่อเดือนเพียง 50,000 บาท และไม่มีเงินดาวน์เพิ่ม อีกวิธีหนึ่งที่ทำได้คือการกู้ร่วม ซึ่งสามารถหาผู้กู้ร่วมได้อีก 2 คน แต่ผู้กู้ร่วมจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เช่น เป็นพ่อแม่ สามี ภรรยา พี่น้อง หรือลูก เพราะหากเป็นบุคคลอื่นแล้วจะไม่สามารถกู้ร่วมได้ หากเรามีรายได้เดือนละ 50,000 บาท และน้องมีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท ก็สามารถกู้ร่วมเพื่อซื้อบ้านในฝันได้ แต่ทั้งนี้ ทั้งตัวเราและน้องจะต้องไม่มีภาระผ่อนจ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนชำระค่ารถ หรือผ่อนชำระบัตรเครดิตต่างๆ เพราะจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้น้อยลงไปลดขนาดบ้านให้เล็กลง หากบ้านในฝันมูลค่า 5 ล้านบาท แต่ทำให้เราต้องหาทั้งเงินก้อนเพื่อดาวน์เพิ่มจำนวนมาก และต้องหาผู้กู้ร่วมเพิ่มอีกจึงจะได้บ้านในฝันตามต้องการ ซึ่งอาจให้ชีวิตลำบากขึ้น ดังนั้น อีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้มีบ้านในฝันได้ นั่นคือการลดขนาดบ้านลง เช่นเหลือบ้านมูลค่า 3.5 ล้านบาท ก็จะทำให้เราเตรียมเงินดาวน์เพียง 700,000 บาท และกู้เพียง 2.8 ล้านบาท ก็จะทำให้ชีวิตเราสบายขึ้น ทั้งเงินดาวน์ที่น้อยลง เงินผ่อนที่สามารถผ่อนไหวด้วยตัวเองไม่ต้องกู้ร่วมกับใคร ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Home_A009.aspx
  • “หยุดสร้างหนี้ใหม่ แจกแจงหนี้สิน ทำตารางแสดงรายละเอียดหนี้สิน เรียงลำดับภาระหนี้สิน เพิ่มรายได้ จ่ายหนี้ในลำดับแรก ลำดับถัดไป สร้างเงินออมเผื่อฉุกเฉินและเริ่มต้นวางแผนลงทุน เป็นบันได 8 ขั้นสู่อิสรภาพจากภาระหนี้” หายนะทางการเงินที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันคงหนีไม่พ้นเรื่องการเป็นหนี้ก้อนโต ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มมาจากหนี้ก้อนเล็กๆ แล้วทับถมพอกพูนจนกลายเป็นหนี้ก้อนมหึมาโดยไม่คาดคิด กว่าจะรู้ตัวก็มีใบแจ้งหนี้เรียกเก็บจำนวนมากมาแล้ว ส่งผลให้เกิดความกังวลใจและทุกข์ใจอย่างหนัก แม้ว่าบางครั้งจะจ่ายคืนแล้วแต่ก็รู้สึกเหมือนว่ายอดหนี้ไม่ได้ลดลงไปเลย เพราะใช้วิธีกดเงินสดจากบัตรใบหนึ่งไปใช้หนี้บัตรอีกใบหนึ่ง ส่งผลให้ยอดหนี้เริ่มพอกหางหมู และเงินเริ่มขาดมือ ภาระหนี้สินเริ่มคุกคาม ท้อแท้จนหมดกำลังใจที่จะใช้หนี้ให้หมด แค่จ่ายเพื่อให้ผ่านแต่ละเดือนไปโดยไม่สนใจจะใช้คืนเงินต้นอีกแล้ว แต่จริงๆ แล้ว การจะผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องใช้สติและเข้าใจในภาระหนี้สินที่มีทั้งหมด เรียงลำดับความสำคัญของหนี้ และมีวินัยการเงินที่ดี เมื่อปฏิบัติตามแผนการกำจัดหนี้ 8 ขั้นตอนต่อไปนี้ด้วยความมุ่งมั่น คุณก็จะมีอิสรภาพจากหนี้ก้อนโตในไม่ช้า ขั้นตอนที่ 1 : หยุดสร้างหนี้ใหม่เมื่อพบกับปัญหาหนี้ก้อนโต ให้มองกลับไปอย่างมีสติเพื่อหาเหตุผลของการใช้เงินจนทำให้เป็นหนี้เหล่านั้น ว่าเกิดจากอะไร แล้วหยุดการกระทำนั้น โดยอาจต้องจำกัดการใช้จ่าย ไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่เกินความจำเป็น และหยุดการสร้างหนี้ส่วนบุคคลและหนี้บัตรเครดิตเพิ่มโดยเด็ดขาด อะไรก็ตามที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไป จะต้องจ่ายคืนเต็มจำนวนในรอบบิลนั้นๆ ทันที ขั้นตอนที่ 2 : แจกแจงหนี้สินแจกแจงภาระหนี้สินทั้งหมดออกมา เพื่อดูว่าปัจจุบันหนี้สินที่มีอยู่นั้นมีอะไรบ้าง และมียอดหนี้เท่าไร รวมถึงยอดหนี้จากบัตรเครดิตทุกใบที่จ่ายแบบไม่เต็มจำนวน ยอดกู้จากการซื้อรถยนต์ที่ยังเหลืออยู่ สินเชื่อบ้าน รวมไปถึงสินเชื่อส่วนบุคคลอื่นๆ ขั้นตอนที่ 3 : ทำตารางแสดงรายละเอียดของหนี้สินหลังจากที่แจกแจงหนี้สินในขั้นตอนที่แล้ว ต่อมาคือการนำภาระหนี้สินนั้นมาใส่ในตาราง โดยให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ มูลค่าหนี้ ณ ปัจจุบัน จำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องจ่าย และอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ดังตัวอย่างตารางด้านล่าง ขั้นตอนที่ 4 : เรียงลำดับภาระหนี้สินการเรียงลำดับภาระหนี้สินสามารถทำได้โดยกำหนดให้ลำดับแรกๆ เป็นภาระหนี้ระยะสั้นที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และไล่ลงมาจากสูงไปต่ำ ทั้งนี้ถ้าเป็นสินเชื่อที่ต้องจ่ายคงที่ทุกเดือนไม่มีการลดเงินต้นได้ เช่น สินเชื่อรถยนต์ให้นำไปไว้อันดับท้ายสุดของตาราง ขั้นตอนที่ 5 : เพิ่มรายได้การเพิ่มรายได้เป็นหนทางที่จะช่วยให้ออกจากวิกฤติทางการเงินนี้ได้เร็วขึ้น โดยวิธีเพิ่มรายได้ที่สามารถทำได้ง่ายคือ การนำสินทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่มาสร้างรายได้ เช่น ถ้ามีที่ดินเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร สามารถนำมาปล่อยเช่าให้กับชาวบ้านในละแวกนั้นๆ เพื่อใช้ทำมาหากิน หรือในกรณีที่มีรถยนต์ และเป็นคนชอบค้าขาย ก็สามารถใช้เวลาว่างจากงานหลักไปรับซื้อสินค้าจากแหล่งผลิตในราคาถูก แล้วนำมาขายตามตลาดนัดวันหยุดหรือขายผ่านทางอินเทอร์เน็ต ข้อแนะนำคือ ควรจะสร้างรายได้เสริมจากสิ่งที่ตนเองถนัดหรือสิ่งที่ชอบ เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มแล้ว ยังถือเป็นการได้หาโอกาสทำในสิ่งที่ตนเองรักในเวลาว่างอีกด้วย รายได้จากส่วนนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถปลดหนี้ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วขั้นตอนที่ 6 : จ่ายหนี้ในลำดับแรกเมื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับตนเองได้แล้ว ก็ต้องนำเงินส่วนนี้ไปใช้หนี้ โดยให้นำเงินมาชำระหนี้ในลำดับแรกก่อน ซึ่งจะเป็นการชำระเพิ่มจากขั้นต่ำที่ต้องจ่ายอยู่แล้วในแต่ละเดือน ดังตัวอย่างด้านบน ถ้าสามารถหาเงินเพิ่มได้เดือนละ 3,000 บาท ก็นำมาชำระหนี้ลำดับแรก ซึ่งได้แก่บัตรกดเงินสด D โดยปัจจุบันต้องจ่ายขั้นต่ำ 2,100 บาทต่อเดือน ก็สามารถนำรายได้ 3,000 บาทที่หาได้ใหม่จ่ายเพิ่มเติมเข้าไปเป็น 5,100 บาท ดังนั้น สำหรับเดือนนี้และเดือนถัดๆ ไป แนะนำให้จ่ายด้วยจำนวนเงิน 5,100 บาทไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดภาระหนี้บัตรกดเงินสด D และสำหรับยอดหนี้อื่นๆ สามารถจ่ายตามจำนวนขั้นต่ำที่ทางธนาคารเรียกเก็บไปก่อนขั้นตอนที่ 7 : จ่ายหนี้ในลำดับถัดไปเมื่อสามารถชำระหนี้ก้อนแรกได้หมด นั่นหมายความว่าได้ผ่านส่วนที่ยากที่สุดไปแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือ การนำจำนวนเงินที่เคยจ่ายสำหรับหนี้ลำดับแรกมาชำระเพิ่มในหนี้ลำดับถัดไป ดังตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนที่แล้ว ได้ชำระหนี้บัตรกดเงินสดเดือนละ 5,100 บาท เป็นเดือนสุดท้าย ทำให้หมดภาระเรื่องบัตรกดเงินสด D แล้ว เดือนถัดมาสามารถยกยอดนั้นมาชำระต่อเนื่องในยอดหนี้ลำดับถัดไปซึ่งคือ บัตรเครดิต A โดยเมื่อรวมกับที่จ่ายขั้นต่ำอยู่ 7,200 บาท สำหรับบัตรเครดิต A จะรวมเป็นเงิน 12,300 บาท และเมื่อชำระค่าบัตรเครดิต A ได้หมดแล้ว ก็ให้นำเงินจำนวนนี้ไปทบในหนี้ลำดับถัดไป จะเห็นได้ว่าการชำระหนี้เช่นนี้จะเป็นการทบเงินค่าผ่อนไปเรื่อยๆ ถ้าดำเนินการตามขั้นตอนด้วยวินัยทางการเงินที่ดี หนี้ระยะสั้นจากบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตทั้งหมดจะถูกชำระได้จนหมดภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีขั้นตอนที่ 8 : สร้างเงินออมเผื่อฉุกเฉินและเริ่มต้นวางแผนการลงทุน เมื่อชำระหนี้ได้ทั้งหมดแล้ว ก็ไม่ควรวางใจ ควรจะจัดทำแผนเผื่อฉุกเฉินไว้ให้กับตนเอง โดยยังคงสถานะการชำระเงินจำนวนเดิมในแต่ละเดือนไว้ แต่การชำระเงินนั้นจะไม่ได้เป็นการจ่ายให้กับเจ้าหนี้ แต่จะเป็นการจ่ายเข้าไปในบัญชีของตนเอง เพื่อสร้างเงินออมสำหรับการใช้ในยามฉุกเฉิน โดยควรที่จะมีประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน และเมื่อคุณเก็บได้มากเกินกว่าส่วนที่เก็บไว้เผื่อฉุกเฉินแล้ว คุณสามารถนำเงินส่วนนี้ไปทำงานแทนตัวคุณเองด้วยการนำไปลงทุนแทนการฝากเงินเพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง และการลงทุนนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะพาคุณไปสู่หนทางแห่งความมั่งคั่งในอนาคตต่อไปจะเห็นได้ว่า การจะฝ่าวิกฤติหนี้ไปให้ได้นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยาก ต้องใช้ความอดทนสูง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องทำตามขั้นตอนทั้ง 8 ขั้นตอนนี้ทีละขั้นอย่างเคร่งครัด ทุกเดือน และต้องมีวินัยทางการเงินที่ดี ไม่ผิดนัดชำระ ไม่มีหนี้ก้อนใหม่เข้ามาเพิ่มอีก เมื่อมีรายได้เป็นเงินก้อนเข้ามาก็ควรที่จะรีบนำไปใช้หนี้เพื่อให้ภาระหมดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดได้แล้ว ก็ยังไม่ควรวางใจและสร้างภาระหนี้ใหม่ทันที การก่อหนี้ไม่ใช่ว่าไม่สามารถทำได้ แต่การกู้หรือซื้ออะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบและมีการวางแผนล่วงหน้า เมื่อมีการวางแผนทางการเงินที่ดีและชัดเจน ปัญหาเรื่องหนี้สินจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับคุณอีกต่อไป ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A032.aspx
  • “ทำประกันเพื่อความอุ่นใจ หากเกิดภัยจะได้ช่วยบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น” หลายๆ คนอาจมีคำถามว่า เวลากู้ซื้อบ้าน ทำไมธนาคารต้องให้เราทำประกันด้วย ถ้าไม่ทำ ได้หรือไม่ คำตอบคือ มีประกันอยู่ 2 ประเภทที่ธนาคารให้ผู้ขอสินเชื่อบ้านทำ โดยมีทั้ง “ประกันที่ต้องทำ” และ “ประกันที่ควรทำ” ประกันที่ต้องทำ - ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย โดยทั่วไปธนาคารจะให้ผู้ขอสินเชื่อบ้านมีการทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย เพราะว่าผู้ขอสินเชื่อบ้านต้องนำบ้านที่ซื้อมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ความคุ้มครองที่ได้รับ: คุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้านและทรัพย์สินต่างๆ ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า ภัยระเบิด ภัยจากการถูกชนโดยยานพาหนะหรืออากาศยาน ภัยเนื่องจากน้ำ แล้วเรายังสามารถซื้อความคุ้มครองในส่วนภัยพิบัติ (ภัยน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว) เพิ่มเติมได้ ทุนประกันที่ควรทำ: ควรทำทุนประกันหรือวงเงินคุ้มครองไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าบ้านและทรัพย์สิน เพราะถ้าเกิดความเสียหายเพียงบางส่วน ก็ยังได้รับเงินชดเชยเหมือนทำประกันไว้เต็มมูลค่า ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย: อยู่ที่ประมาณ 1,000-3,000 บาท ต่อทุนประกัน 1 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับลักษณะบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง ถ้าเป็นบ้านผนังคอนกรีตล้วน ค่าเบี้ยประกันจะต่ำกว่าบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ และค่าเบี้ยประกันมักจ่ายเป็นแบบปีต่อปี แต่เราสามารถซื้อเป็นแบบราย 2 ปี หรือ 3 ปี ซึ่งจะมีส่วนลดค่าเบี้ยประกันให้ด้วย Tip: จริงๆ แล้ว ไม่ว่าบ้านของเรากำลังผ่อนอยู่หรือไม่ ก็ควรทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย เพราะถ้ามีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับบ้าน อย่างน้อยก็มีประกันที่ช่วยชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายเพียงหลักพันถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่ได้รับ ประกันที่ควรทำ - ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองหนี้สินบ้านเวลาที่ขอสินเชื่อบ้าน ธนาคารมักแนะนำให้ผู้ขอสินเชื่อทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองหนี้สินบ้าน ซึ่งผู้ขอสินเชื่อจะทำหรือไม่ก็ได้ และถ้าไม่ทำ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ แต่แนะนำว่า ผู้ขอสินเชื่อบ้านควรทำประกันประเภทนี้ ความคุ้มครองที่ได้รับ: คุ้มครองผู้ทำประกันกรณีเสียชีวิตและกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร โดยจะได้รับเงินชดเชยเท่ากับทุนประกันหรือความคุ้มครองที่คงเหลืออยู่ ทุนประกันที่ควรทำ: ควรทำประกันให้มีระยะเวลาความคุ้มครองและทุนประกันสอดคล้องกับระยะเวลาในการผ่อนชำระและวงเงินสินเชื่อ โดยทุนประกันหรือความคุ้มครองจะลดลงเรื่อยๆ ตามยอดหนี้สินที่ลดลง ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย: ขึ้นอยู่กับเพศ อายุของผู้ขอสินเชื่อ ทุนประกัน และระยะเวลาความคุ้มครอง การจ่ายค่าเบี้ยประกันมักจ่ายเพียงครั้งเดียว หรือบางธนาคารให้ผู้ขอสินเชื่อสามารถผ่อนชำระค่าเบี้ยได้ โดยให้เป็นวงเงินสินเชื่อ Tip: ผู้ที่กำลังผ่อนบ้านควรทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองหนี้สินบ้าน เพราะถ้ามีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับผู้ขอสินเชื่อ ครอบครัวหรือคนที่เรารักจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระในการผ่อนชำระหนี้สิน นอกจากนี้ เบี้ยประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองหนี้สินบ้านที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาท สรุปได้ว่า การทำประกันไม่ได้อยู่ที่ธนาคารเป็นผู้กำหนด แต่อยู่ที่ตัวเราเป็นผู้ตัดสินใจ ถ้าอยากให้บ้านและคนที่เรารักได้รับความคุ้มครอง เมื่อตัดสินใจซื้อบ้าน ก็อย่ามองข้ามการทำประกัน ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Home_A018.aspx