รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • การออม การออม เป็นการแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งเก็บสะสมไว้สำหรับวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น เพื่อไว้ใช้ในอนาคต เผื่อเวลาฉุกเฉิน เพื่อใช้ในสิ่งที่อยากได้หรืออยากทำ การออมส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้นต่ำ และได้รับผลตอบแทนไม่สูงนักเมื่อเทียบกับการลงทุน เช่น การฝากออมทรัพย์ การฝากประจำ การซื้อสลากออมทรัพย์ สัดส่วนที่เหมาะสมในการออม โดยทั่วไปควรออมเงินประมาณ 1 ใน 4 ของรายได้แต่ละเดือน อย่างไรก็ตามอัตราส่วนนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับรายได้ปัจจุบันและแผนทางการเงินที่วางไว้ เช่น หากเรามีแผนที่จะใช้เงินก้อนใหญ่ในระยะเวลาอันใกล้ อาจจำเป็นต้องออมเงินมากกว่า 1 ใน 4 เพื่อให้เราถึงเป้าหมายทางการเงินเร็วขึ้น แต่ถ้าเรามีรายได้น้อยและหนี้สินเยอะ ก็อาจลดการออมลง เพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปทยอยผ่อนชำระหนี้สินที่มีให้หมดก่อน แล้วค่อยออมเพิ่มขึ้น เป็นต้น วัตถุประสงค์ในการออม อาจจะจัดสรรวัตถุประสงค์หลักได้เป็น 4 ส่วน ดังนี้ ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการออม เมื่อเราเริ่มออมเงินแล้ว สิ่งต่อไปที่จะต้องพิจารณาคือ เราจะเก็บเงินออมนั้นไว้อย่างไร หากจะเก็บเป็นเงินสดไว้กับตัว แม้จะนำมาใช้จ่ายได้ง่าย แต่ก็เสี่ยงต่อการสูญหายและไม่มีผลตอบแทนที่จะทำให้เงินออมงอกเงยได้ ทางเลือกของเราจึงอาจเป็นการมองหาผลิตภัณฑ์เพื่อการออมหลากหลายรูปแบบที่ออกโดยสถาบันการเงินต่าง ๆ เช่น บัญชีเงินฝาก ผลิตภัณฑ์คล้ายเงินฝาก ซึ่งการเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อการออมให้เหมาะสมกับความต้องการและวัตถุประสงค์ในการออมนั้น สามารถพิจารณาได้จากปัจจัยต่อไปนี้ ผลตอบแทนผลตอบแทนจากการออม คือ ดอกเบี้ย ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการออม เพราะยิ่งอัตราผลตอบแทนสูงเท่าไร เงินออมก็จะยิ่งงอกเงยรวดเร็วขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลอัตราผลตอบแทนของแต่ละผลิตภัณฑ์ได้จากสถาบันการเงินที่ต้องการ หรือตรวจสอบ อัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารพาณิชย์ ได้จาก website ของธนาคารแห่งประเทศไทย  อัตราเงินเฟ้ออัตราเงินเฟ้อ เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อ "ค่าของเงิน" เช่น เมื่อก่อนซื้อข้าวราดแกงจานละ 15 บาท แต่ปัจจุบันราคาเพิ่มขึ้นเป็น 30 - 50 บาท ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือ "เงินเฟ้อ" ทำให้เงินมีมูลค่า หรือ "อำนาจซื้อ" ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับนั้นจึงยังไม่ใช่ผลตอบแทนที่แท้จริง ต้องมีการหักผลกระทบจากเงินเฟ้อออกก่อน ดังนี้ ระยะเวลาในการออม เพราะการออมมีผลตอบแทน ดังนั้นยิ่งเริ่มต้นออมเร็วเท่าไหร่ เงินก็จะยิ่งงอกเงยมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่นำเงินไปฝากแบบมีการคิดดอกเบี้ยทบต้น ดอกเบี้ยที่ได้จะถูกทบเข้ากับเงินต้นเดิม และกลายเป็นเงินต้นของงวดถัดไปเรื่อย ๆ ทำให้เงินงอกเงยได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หากเรามีการตั้งเป้าหมายทางการเงินไว้ ยิ่งเราเริ่มออมเร็วเท่าไหร่ ภาระในการเก็บออมก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เราตั้งเป้าหมายออมเงินให้ได้ 1 ล้านบาทเพื่อการเกษียณ โดยได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี หากเริ่มออมตั้งแต่อายุ 31 ปี จะต้องออมเพียงปีละ 15,000 บาทเท่านั้น แต่หากเริ่มออมเมื่ออายุ 51 ปี จะต้องออมถึงปีละ 76,000 บาท ดังตารางด้านล่างและหากตั้งเป้าหมายการออมเงินให้งอกเงยเป็นเท่าตัว ก็สามารถคำนวณระยะเวลาในการออมง่าย ๆ ได้ดังนี้จากสมการ จะเห็นได้ว่ายิ่งอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนสูง ระยะเวลาการออมเงินให้งอกเงยเป็นเท่าตัวก็ยิ่งสั้นลง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราออมโดยได้ดอกเบี้ยร้อยละ 4 จะต้องใช้เวลา 18 ปีเงินจึงจะงอกเงยเป็นเท่าตัว แต่ถ้าเราออมที่ดอกเบี้ยร้อยละ 6 เงินจะงอกเงยเป็นเท่าตัวในเวลาเพียง 12 ปี สภาพคล่องทางการเงินของผลิตภัณฑ์ คือ ความยากง่ายในการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีเป็นเงินสด สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง จะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว เช่น เงินฝากธนาคาร ส่วนสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ จะต้องใช้เวลานานในการขายหรือเปลี่ยนให้เป็นเงินสด เช่น รถ ที่ดิน หรือ สิ่งของสะสม ผลิตภัณฑ์เพื่อการออมแต่ละประเภทก็มีสภาพคล่องที่ต่างกัน เช่น การฝากออมทรัพย์จะมีสภาพคล่องสูง สามารถฝาก-ถอนเงินสดได้ตลอดเวลา แต่ก็ได้รับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำ ในขณะที่การฝากประจำแม้จะมีผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็อาจเรียกได้ว่ามีสภาพคล่องต่ำกว่า เนื่องจากหากถอนเงินออกจากบัญชีก่อนครบกำหนดเวลา ก็มักจะได้รับดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ประกาศไว้ดังนั้น เราจึงควรจัดสรรเงินออมให้สอดรับกับรูปแบบการใช้จ่ายและความจำเป็นทางการเงินของตนเอง เพื่อป้องกันปัญหาขาดสภาพคล่องหรือ "หมุนเงินไม่ทัน" จนต้องถอนเงินก่อนกำหนด หรือต้องกู้ยืมเงินมาใช้โดยไม่จำเป็น โดยสิ่งที่จะช่วยเราได้ก็คือการวางแผนการเงินและการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งนอกจากจะทำให้เรารู้ว่าเราจะต้องมีเงินที่มีสภาพคล่องสูง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายประจำแต่ละเดือน และเงินที่สำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินเป็นจำนวนเท่าใดเพื่อฝากเงิน 2 ส่วนนี้ไว้ในบัญชีออมทรัพย์ (แต่ควรแยกบัญชีกันเนื่องจากมีวัตถุประสงค์ต่างกัน) แล้ว เรายังสามารถนำเงินส่วนที่เหลือมาออมด้วยการฝากประจำหรือนำไปลงทุนซึ่งได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อให้เงินงอกเงยมากขึ้นด้วย อัตราค่าธรรมเนียมและข้อกำหนดต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เพื่อการออมแต่ละประเภทจะมีข้อกำหนดและอัตราค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน เช่น เงินฝากบางประเภทอาจมีข้อกำหนดว่าหากถอนเงินเกินจำนวนครั้งสูงสุดที่กำหนดก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเพิ่ม รวมทั้งอาจมีค่าธรรมเนียมกรณีบัญชีไม่เคลื่อนไหว ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดให้เข้าอย่างใจถ่องแท้ โดยสามารถสอบถามข้อมูลจากสถาบันการเงินนั้น ๆ หรือตรวจสอบข้อมูลค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้จาก website ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีความเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตและการใช้บริการทางการเงินของเราหรือไม่ ภาษี หัก ณ ที่จ่าย โดยทั่วไปผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเงินฝากจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% แต่ก็มีผลตอบแทนการออมบางประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษี เช่น- ดอกเบี้ยจากเงินฝากออมทรัพย์ส่วนที่ไม่เกิน 20,000 บาท- ดอกเบี้ยจากสลากออมทรัพย์- ดอกเบี้ยจากเงินฝากประจำรายเดือน ตั้งแต่ 24 เดือนขึ้นไป (บุคคลธรรมดาสามารถใช้สิทธิฝากเงินในบัญชีประเภทนี้ได้เพียงบัญชีเดียว โดยยอดเงินฝากรวมต้องไม่เกิน 600,000 บาท และผู้ปกครองสามารถเปิดบัญชีในนามของผู้เยาว์ได้) การคุ้มครองเงินฝาก ศึกษาละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เรื่อง บัญชีเงินฝาก หัวข้อ ต้องรู้อะไร...เมื่อไปฝากเงิน ข้อ 4  เงื่อนไขการคุ้มครองเงินฝาก ที่มา : http://www.1213.or.th/th/moneymgt/save/Pages/save.aspx
  • ความสามารถในการผ่อนชำระ หากเรามีหนี้มากก็ต้องเสียดอกเบี้ยจำนวนมาก และถ้าภาระหนี้ที่ต้องผ่อนจ่ายในแต่ละงวดมากเกินกำลังชำระหนี้ของเราก็อาจไม่มีเงินไปจ่ายตามกำหนดหรือที่เรียกว่าเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเราอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยปกติ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าติดตามทวงถามหนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น ความทุกข์ ความเครียด ว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ที่พอกพูนขึ้น นอกจากนี้ ประวัติทางการเงินของเราก็จะเสีย ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการขอสินเชื่อครั้งต่อไป หรือเรื่องอาจบานปลายออกไปอีก เช่น อาจถูกฟ้องล้มละลายได้   ดังนั้น สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจและนำมาใช้ทุกครั้งก่อนตัดสินใจเป็นหนี้ก็คือ ควรพิจารณาว่าเรามีความสามารถในการผ่อนชำระมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสัดส่วนการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือนเพื่อให้เราไม่มีภาระหนี้และความหนักใจมากจนเกินไป รวมทั้งมีเงินใช้สำหรับเรื่องอื่นในชีวิต เช่น ออมเพื่อวันข้างหน้า ซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นต้องใช้ในปัจจุบัน ประเภทของสินเชื่อ สินเชื่อมีหลากหลายประเภทมีลักษณะและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เราจึงควรพิจารณาประเภทของสินเชื่อที่เหมาะกับความจำเป็นในการใช้เงินของเราซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเนื้อหาเรื่องสินเชื่อ และข้อมูลจากสถาบันการเงินต่าง ๆ อัตราดอกเบี้ยและวิธีการคิดดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยรูปแบบของอัตราดอกเบี้ยที่ใช้และวิธีการคำนวณดอกเบี้ยของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจแตกต่างกัน ดังนั้น ควรศึกษาหาข้อมูลให้ครบถ้วนว่าสถาบันการเงินที่เราสนใจจะใช้บริการใช้อัตราดอกเบี้ยเท่าใด เป็นแบบคงที่หรือลอยตัว และใช้วิธีคำนวณแบบเงินต้นคงที่ (flat rate) หรือลดต้นลดดอก (effective rate) เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจ นอกจากในกรณีทั่วไปแล้วยังมีอัตราดอกเบี้ยในกรณีอื่น ๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเพิ่มขึ้นหากผิดนัดชำระหนี้ หรือการเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าบางกลุ่มอาชีพที่ซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากผู้ให้สินเชื่อ หรือหากต้องการเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมที่สำคัญก็สามารถเข้ามาดูได้ที่ website ของแบงก์ชาติ ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากดอกเบี้ยแล้ว การขอสินเชื่อมักมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกเช่น ค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกันค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าอากรแสตมป์ เราจึงต้องไม่ลืมศึกษาข้อมูลเหล่านี้ด้วย ระยะเวลาในการผ่อนชำระ ระยะเวลาในการผ่อนชำระมีผลต่อดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพราะยิ่งระยะเวลานานก็ยิ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยมากจึงไม่ควรติดกับดักจ่ายน้อย ๆ (แต่จ่ายนาน ๆ ) เพราะทำให้เราเสียดอกเบี้ยมากทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเรามีกำลังจ่ายมากกว่าที่กำลังผ่อนอยู่ หรือมองอีกด้านก็คือหากผ่อนหมดไวก็จะเสียดอกเบี้ยน้อย ซึ่งสามารถทำได้โดยวางเงินดาวน์ก้อนใหญ่หรือผ่อนชำระต่องวดมาก อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงจุดสมดุลในชีวิตของแต่ละคนซึ่งอาจแตกต่างกันไป โดยการผ่อนชำระต่องวดไม่ควรกระทบกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและการออมเงินเผื่อเหตุฉุกเฉิน เพราะอาจทำให้เราใช้ชีวิตใช้ชีวิตแบบตึงเกินไป หรือหากมีเหตุฉุกเฉินแต่ไม่มีเงินรองรับ ก็อาจทำให้เราต้องไปกู้หนี้ยืมสินได้ คุณภาพการให้บริการ   เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราต้องติดต่อกับผู้ให้สินเชื่อเป็นเวลานาน เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจตัดสินใจได้จากวิธีการตอบคำถามอย่างชัดเจนด้วยความเต็มใจ ระยะเวลาในการดำเนินเรื่อง วิธีการติดตามทวงถามหนี้ กระทู้ร้องเรียนที่พบได้จากเว็บไซต์ หรือถามจากเพื่อน ๆ หรือคนที่เรารู้จักที่เป็นลูกค้าอยู่หรือเคยใช้บริการ ความสะดวกของช่องทางการชำระหนี้และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง หากดอกเบี้ยและคุณภาพการให้บริการไม่แตกต่างกัน ก็ควรเลือกใช้บริการจากสถาบันการเงิน ที่เราสามารถชำระหนี้ได้อย่างสะดวกและไม่มีค่าใช้จ่ายหรือมีค่าใช้จ่ายในการใช้บริการผ่านช่องทางนั้น ๆ น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงสินเชื่อนอกระบบ แม้สินเชื่อนอกระบบจะมีความสะดวกมากกว่าเมื่อเทียบกับสินเชื่อในระบบ เช่น ของ่าย ได้เงินเร็ว ไม่ต้องใช้หลักฐานทางการเงิน ไม่ต้องตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรหรือไม่ต้องหาหลักประกัน แต่ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการที่สำคัญ มักคิดดอกเบี้ยแพง เอารัดเอาเปรียบ และทวงหนี้ด้วยความรุนแรงเราจึงควรหลีกเลี่ยงสินเชื่อนอกระบบ เราสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเรื่องการเงินนอกระบบ หากต้องการรู้คร่าว ๆ ว่าเราสามารถก่อหนี้ได้เท่าไร และใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระนานแค่ไหน สามารถทดลองคำนวณได้ที่ โปรแกรมคำนวณเงินกู้ ที่มา : http://www.1213.or.th/th/moneymgt/debtmgt/Pages/indebtedness.aspx 
  • การวางแผนทางการเงิน การวางแผนทางการเงินเป็นเครื่องมือที่ช่วยเตรียมความพร้อมและนำชีวิตไปสู่ความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งควรเริ่มจากการปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้เงินอย่างสมเหตุสมผลตั้งแต่วัยเด็กเพื่อบ่มเพาะวินัยทางการเงินไว้ก่อน เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จำเป็นต้องรู้วิธีการวางแผนการจัดสรรรายได้ให้เพียงพอกับการออมเงินตามเป้าหมายและรายจ่ายต่างๆอย่างเหมาะสม เมื่อมีครอบครัวก็จำเป็นต้องดูแลทั้งตนเองและคนในครอบครัว ทำให้ความรับผิดชอบและภาระทางการเงินยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การวางแผนทางการเงินมีความสำคัญมากขึ้น แม้กระทั่งเมื่อเกษียณอายุ ก็ยังต้องวางแผนทางการเงิน เพราะเป็นวัยที่มีรายได้ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังคงอยู่ หรืออาจสูงขึ้นในบางหมวด เช่น การรักษาพยาบาล ซึ่งหากไม่มีการวางแผนที่ดีก็อาจเกิดปัญหาได้ ทั้งนี้ คุณสามารถทดลองทำแบบแบบประเมินความรอบรู้ทางการเงินเพื่อทดสอบว่าปัจจุบันคุณมีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน มีทักษะการจัดการเงินส่วนบุคคลอย่างไร และความรู้พื้นฐานด้านการเงินเพียงพอหรือไม่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนทางการเงินต่อไป ขั้นตอนการวางแผนการเงิน ประเมินฐานะการเงิน สิ่งที่สะท้อนฐานะทางการเงินที่แท้จริงของบุคคลไม่ใช่ สินทรัพย์ที่มีอยู่ แต่เป็น“ความ มั่งคั่งสุทธิ” ซึ่งสามารถประเมินได้โดยการจัดทำบัญชีสินทรัพย์และหนี้สินแล้วนำมาคำนวณ ดังนี้นอกจากนี้ ควรจดบันทึกรายรับรายจ่ายประจำวัน ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นพฤติกรรมทางการเงินของตนเองอย่างชัดเจนขึ้น เพราะทั้งรายได้และค่าใช้จ่ายแต่ละรายการจะถูกแจกแจงออกมา ทำให้เราตระหนักได้ว่าค่าใช้จ่ายประเภทใดสูงเกินไป หรือไม่มีความจำเป็น หรือสามารถตัดออกได้ รวมทั้งทราบว่ารายได้ทางใดน้อยเกินไป หรือสามารถหาทางเพิ่มได้อีก ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ควรมีการตั้งเป้าหมายและกำหนดเวลาที่จะพิชิตเป้าหมายให้ชัดเจน รวมถึงมีการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายให้สอดคล้องกับความสามารถทางการเงินในช่วงเวลานั้น ๆ เช่น หากในขณะนี้เรามีรายได้น้อยหรือภาระทางการเงินมาก ก็อาจเลื่อนเป้าหมายที่ไม่สำคัญออกไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญหรือเร่งด่วนก่อน ควรนำ “สิ่งที่จำเป็นต้องมี” มากำหนดเป็นเป้าหมายก่อน “สิ่งที่อยากได้” โดยเป้าหมายที่ดี ต้องเป็นไปตามหลัก SMART  คือ ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ Specific ควรเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ มีความเฉพาะเจาะจงว่าเราจะทำอะไร เพื่ออะไรMeasurrable สามารถวัดผลเป็นตัวเลขหรือตัวเงินได้ชัดเจน เพื่อให้ทราบถึงความก้าวหน้า ว่าใกล้ถึงเป้าหมายมากน้อยแค่ไหนแล้วAchievable เป็นเป้าหมายที่สามารถทำสำเร็จได้ โดยรู้ว่าต้องทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายRealistic เป็นสิ่งที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงTime Bound มีกรอบเวลาที่แน่ชัด ว่าจะเริ่มเมื่อใด และต้องใช้เวลาเท่าใดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ โดยอาจแบ่งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว จัดทำแผนทางการเงิน ควรมีการจัดทำแผนการบริหารเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น เราจะใช้จ่ายเงินอย่างไร หารายได้เพิ่มเติมจากแหล่งไหน หรือนำไปลงทุนอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยต้องจัดสรรระยะเวลาของแผนให้สัมพันธ์กับรายได้และภาระทางการเงิน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ และไม่กดดันตัวเองจนเกินไป ดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นและมีวินัย เพราะหากขาดการปฏิบัติที่จริงจังและต่อเนื่อง ก็ยากที่จะบรรลุเป้าหมายได้ ตรวจสอบและปรับแผนตามสถานการณ์ ควรหมั่นตรวจสอบอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก ๆ 6 เดือนว่า ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ หรือไม่หากไม่ก็ต้องหาสาเหตุว่า เกิดจากตัวเราหรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่ทำให้ไม่เป็นไปตามแผน แล้วปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หากทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดวินัยทางการเงินและมีความมั่นคงทางการเงินอย่างแน่นอน เคล็ดลับเพื่อความมั่นคงทางการเงิน ควรวางแผนการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายรับ โดยพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมีอะไรบ้าง แล้วกันรายรับส่วนหนึ่งไว้สำหรับเงินออมและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก่อน หากพบว่ารายรับไม่เพียงพอก็ควรหาทางลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้ ควรเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอน มีเงินออมเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉินที่ครอบคลุมรายจ่ายประจำอย่างน้อย 6 เดือน ตรวจสอบสวัสดิการและประกันสุขภาพที่มีอยู่ว่าครอบคลุมแค่ไหน หากไม่เพียงพอ การทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง พิจารณาเรื่องความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต ก่อนตัดสินใจกู้ยืมเงินทุกครั้ง อาจหาแหล่งรายได้เสริมหรือนำสินทรัพย์ที่มีไปลงทุนให้งอกเงยขึ้น หากรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องใช้เงินจำนวนมาก ควรวางแผนเก็บเงินเตรียมไว้แต่เนิ่น ๆ บริหารเงินออมให้งอกเงย เช่น ฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตร ซื้อประกันสะสมทรัพย์ ซื้อกองทุนรวม ฯลฯ ทั้งนี้ ต้องศึกษาและทำความเข้าใจรูปแบบการออม ความเสี่ยง รวมทั้งติดตามข่าวภาวะเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบ เช่น ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย หากใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้อย่างมีวินัย จัดเก็บใบเสร็จเพื่อตรวจสอบและจ่ายเงินให้ตรงตามกำหนด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น การก่อหนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหากมีการบริหารจัดการที่ดี และเลือกก่อหนี้ที่มีประโยชน์ เช่น การกู้ซื้อบ้านหรือกู้เพื่อประกอบอาชีพ อย่างไรก็ตาม ควรประเมินความสามารถในการชำระคืนก่อน โดยภาระการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยของหนี้ทุกประเภทในแต่ละเดือนรวมกัน ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน หากมีหนี้สินเกินตัว ก็ต้องพยายามปลดหนี้ด้วยการประหยัด ทยอยผ่อนชำระ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบและหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง ที่สำคัญไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม หากไม่สามารถชำระคืนได้ ก็ควรหารือกับเจ้าหนี้เพื่อหาทางออกร่วมกัน ที่มา : http://www.1213.or.th/th/moneymgt/finplan/Pages/planningsteps.aspx
  • “จัดสรรงบในการชอปปิ้งให้ดี ใช้บัตรเครดิตที่มีให้เป็น และรู้จักชะลอเวลาในการชอปเพื่อให้ได้ของดี เพียงเท่านี้เราก็สามารถชอปปิ้งได้อย่างสุขใจแบบไม่เป็นหนี้”  “ชอปปิ้ง” คำนี้คงเป็นคำที่หลายๆ คนชอบ เพราะการชอปปิ้งทำให้เราได้สิ่งของใหม่ๆ และอินเทรนด์นำสมัยได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ สำหรับบางคนการชอปปิ้งเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดได้ แต่ถ้าชอปมากเกินไปแบบไม่มีลิมิต แทนที่จะลดความเครียด กลับจะเพิ่มความเครียดให้สูงขึ้น เพราะมีหนี้ตามมากับการชอปปิ้ง แล้วจะชอปอย่างไรไม่ให้เป็นหนี้นั้น K-Expert มีเทคนิคดีๆ มาฝากกันค่ะ จัดสรรงบในการชอปปิ้ง เมื่อคิดจะชอป การกำหนดวงเงินในการชอปเป็นสิ่งสำคัญ ไม่อย่างนั้น เราจะเป็นหนี้จากการชอปปิ้งได้ง่าย แนะนำให้จัดสรรวงเงินให้ชัดเจน เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องสำอาง ฯลฯ ว่าในแต่ละเดือนควรเป็นจำนวนเงินเท่าไร เพื่อไม่ให้ใช้จ่ายเกินงบ นอกจากนี้ แม้ว่าเรามีการกำหนดวงเงินในการชอปแล้ว ก็ควรคิดพิจารณาก่อนชอปว่า สิ่งของนั้นๆ เป็นของที่จำเป็น หรือเป็นเพียงแค่ของที่เราอยากได้ เช่น อยากได้ Tablet แต่จริงๆ ก็มี Smartphone ใช้อยู่แล้ว หากเราต้องการใช้ Tablet เพียงเพื่อเล่นเกม ก็ถือว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ แต่หากต้องการใช้ Tablet เพื่ออ่านหนังสือ หรือทำงานเอกสารต่างๆ ซึ่ง Smartphone ไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ Tablet จะถือว่าเป็นของที่จำเป็น ไม่ใช้เป็นเพียงของที่เราอยากได้ค่ะ ใช้บัตรเครดิตให้เป็น สำหรับนักชอป บัตรเครดิตเป็นตัวช่วยสำคัญในการชอปได้อย่างประหยัดเงินมากขึ้น เพราะเมื่อชอปผ่านบัตรเครดิต เราจะได้รับแต้มหรือเครดิตเงินคืนกลับมา นอกจากนี้ ห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าต่างๆ มักจะจัดโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิตในการซื้อสินค้าผ่านบัตรฯ ซึ่งผู้ถือบัตรมีโอกาสได้รับเงินเครดิตคืนเพิ่มเติมและสิทธิในการผ่อนชำระสินค้าแบบปลอดดอกเบี้ย แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรระวังคือ เมื่อใช้บัตรเครดิตแล้ว การชำระแบบบางส่วน (ไม่เต็มจำนวน) จะทำให้เราพบกับดอกเบี้ยในอัตราสูงถึง 20% ต่อปี ดังนั้น เมื่อรูดใช้บัตรเครดิตและได้รับบิลค่าใช้จ่ายแล้ว ควรจ่ายแบบเต็มจำนวนในระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย เพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ยค่ะ ช้าๆ ได้ของราคาดี บ่อยครั้ง เรามักซื้อของที่อยากได้โดยทันทีเมื่อเห็นของสิ่งนั้นเป็นครั้งแรก แต่รู้หรือไม่ว่า การชะลอเวลาในการชอป จะช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากขึ้น เพราะหากเราไปเจอสินค้ารุ่นใหม่ซึ่งมักขายในราคาเต็ม ไม่จัดโปรโมชั่นลดราคา การรอสักนิดเพื่อซื้อในช่วงที่จัดโปรโมชั่น จะช่วยให้เราซื้อสินค้าชิ้นเดิมได้ในราคาที่ถูกลง นอกจากนี้ การชะลอการซื้อ จะช่วยให้เรามีเวลาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า ของสิ่งนั้นมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน หากยังมีความจำเป็น ก็ค่อยไปซื้อในช่วงที่มีการจัดโปรโมชั่นลดราคาได้ค่ะ  การชอปปิ้งไม่ให้เป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงเพื่อนๆ ปฏิบัติตามเทคนิคทั้ง 3 ข้อที่แนะนำข้างต้น จะสามารถชอปปิ้งได้อย่างมีความสุข แล้วอย่าลืม แบ่งเงินมาชอปผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ อย่างเงินฝาก กองทุนรวม หรือหุ้น เพื่อเป็นการสร้างความสุขและความมั่งคั่งให้กับชีวิตในระยะยาวกันนะคะ ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A047.aspx
  • “เตรียมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยออมไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อความสบายใจ ไร้กังวลเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น”  ความเสี่ยงทางการเงินที่พร้อมจะสร้างความเสียหายให้กับเราได้ตลอดเวลา คือ อุปนิสัยการใช้จ่ายเงินล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิต หรือที่เรียกว่า “การใช้เงินในอนาคต” สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความต้องการที่มีมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน รายได้ที่ได้รับไม่สามารถเพิ่มได้ทันกับความต้องการ ทั้งความอยากได้ อยากมี และอยากเป็นเหมือนกับคนอื่น คนส่วนใหญ่ที่ได้เงินมามักนำมาใช้จ่าย ท่องเที่ยว หรือซื้อความสะดวกสบายก่อน ภาพที่สะท้อนคำพูดนี้ได้ชัดคือ ช่วงหลังจากเงินเดือนออก ท้องถนนจะเต็มไปด้วยรถยนต์ ยิ่งตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำจะเป็นช่วงที่ขายดีกว่าช่วงอื่น พอมาถึงสิ้นเดือนเมื่อเงินในกระเป๋าลดน้อยลง เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินไม่พอใช้ ก็เริ่มสร้างหนี้จากบัตรกดเงินสดบ้าง บัตรเครดิตบ้าง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยการใช้เงินของคนในปัจจุบัน แล้วนิสัยการใช้เงินของตัวคุณเองเป็นเหมือนคนส่วนมากที่มักนำเงินในอนาคตมาสร้างหนี้สินอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากเราเป็นผู้หนึ่งที่มีนิสัยการใช้เงินล่วงหน้า หรือใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ไม่เริ่มคิดออมเงินเสียแต่เนิ่นๆ ก็สามารถคาดการณ์อนาคตได้เลยว่า คงต้องเป็นหนี้จากการใช้เงินอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น ควรเตรียมเงินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา สำหรับเงินสำรองที่ใช้เพื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรเป็นเงินออมที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อความคล่องตัวในการใช้โดยไม่ลดมูลค่าลง ทั้งนี้ สามารถออมในรูปของบัญชีออมทรัพย์ บัญชีเงินฝากประจำ หรือกองทุนรวมตลาดเงินที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทางการเงินระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี ซึ่งการลงทุนในกองทุนรวมมีข้อได้เปรียบกว่าบัญชีเงินฝากตรงที่ ได้รับการยกเว้นภาษีจากการลงทุน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งไม่มีใครคาดคิด ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร และมีความรุนแรงเพียงใด จึงควรมีการกันเงินสำรองไว้ไม่น้อยกว่า 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว เช่น น้ำท่วมบ้านเสียหาย ลูกเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล หรือแม้แต่ถูกเลิกจ้างอย่างปัจจุบันทันด่วน เงินสำรองที่มีอยู่นี้จะนำมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายซ่อมแซมบ้าน ค่ารักษาพยาบาลลูก รวมถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นต่างๆ ในครอบครัว ไม่ต้องบากหน้าไปกู้ยืมญาติพี่น้อง หรือใช้เงินสำรองจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ที่ต้องเสียดอกเบี้ยสูงลิบลิ่ว  ส่วนการเก็บเงินสำรองสถานการณ์ยามฉุกเฉินจะทำได้อย่างไรนั้น ในเมื่อทุกวันนี้รายได้ที่ได้รับยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่มี อย่างแรกที่ต้องเริ่มลงมือทำ คือ การทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย ในแต่ละเดือน ว่ามีเงินเข้ามาเท่าไร และลองสังเกตพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองดูว่า เราใช้จ่ายมากในเรื่องใด รายจ่ายนั้นสำคัญหรือไม่ สามารถลดได้ไหม เพื่อเป็นการใช้เงินที่มีอย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อให้สามารถเก็บเงินสำรองให้สำเร็จ จึงต้องแบ่งรายได้ที่ได้รับบางส่วนเป็นเงินออมก่อนการใช้จ่าย เพื่อให้สามารถออมเงินได้ และหากเงินออมที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ อาจหาทางเพิ่มรายได้จากการทำงาน เพื่อให้มีเงินสดสำรองยามฉุกเฉินมากขึ้น และที่สำคัญต้องตระหนักไว้เสมอว่า เงินทองไม่ใช่ของร้อน เมื่อได้มา ไม่ต้องรีบใช้ให้หมดไป ควรคำนึงถึงอนาคตข้างหน้า หากต้องการใช้เงินสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วไม่มีเงินสำรอง จะทำอย่างไร เงินที่สะสมในปัจจุบันนี้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัวหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่หลงกลับไปนำเงินในอนาคตมาใช้จ่าย อย่างเช่นที่ผ่านมา เงินสำรองยามฉุกเฉินนี้เป็นเงินก้อนแรกที่ทุกๆ คนควรจะมีไว้เพื่อช่วยตอบปัญหาความต้องการใช้เงินยามเร่งด่วนได้เป็นอย่างดี หากคุณยังไม่เริ่มต้นที่จะเก็บเงินก้อนแรกนี้ เคยคิดต่อหรือไม่ว่า เงินที่ใช้สำหรับปลายทางของชีวิตจะเป็นอย่างไร รูปแบบการเกษียณอายุอย่างเป็นสุข คงเป็นเรื่องยากอย่างแน่นอน เพราะคุณต้องลำบาก ทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพตลอดจนวาระสุดท้ายของชีวิต นอกเสียจากว่าจะมีเงินถุงเงินถัง หรือมีมรดกช่วยหนุนหลัง แต่หากเราปรับเปลี่ยนนิสัยการใช้จ่ายเงิน ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ยอมออมเงินในวันนี้ เพื่อเก็บไว้ใช้ในวันข้างหน้า ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นการออมเงินที่ดี และเป็นการเตรียมความพร้อมทางการเงินสำหรับอนาคตในวันหน้าได้ ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A041.aspx