รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • ถ้าคุณมีหนี้สิน ไม่มีเงินเก็บ เงินไม่เคยพอใช้ จ่ายหนี้ขั้นต่ำทีไรก็หมดกระเป๋าแล้ว คุณเป็นคนที่เรียกได้ว่ากำลังมีหนี้ท่วมหัว ก่อนอื่น เราขอให้คุณตั้งสติ และต้องมีความตั้งใจจริงหากคุณอยากหลุดพ้นจากสภาวะนี้ เพราะ วิธีปลดหนี้ ที่ MoneyGuru.co.th กำลังจะแนะนำต่อไปนี้ อาจจะมีหลายอย่างที่คุณจะต้องฝืนใจทำ 1. เมื่อคุณมีหนี้สินท่วมหัว สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ ทำใจยอมรับความจริง ยิ้มสู้กับมัน และอย่างที่เราบอกไว้ตั้งแต่ต้น คุณต้องมีความตั้งใจจริง สิ่งต่อมาซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คือ หยุดสร้างหนี้เพิ่ม เลิกใช้บัตรเครดิตทุกใบที่มี เก็บเอาไว้ที่บ้านเลย หรือถ้าใจเด็ดอยากหักดิบจริง ๆ ตัดบัตรทิ้งไปให้หมดเลยค่ะ และหากเจ้าหนี้ที่ธนาคารโทรมาทวงหนี้ ห้ามหนี ห้ามขาดการติดต่อเด็ดขาด 2. คำนวณยอดหนี้ทั้งหมด จัดลำดับยอดหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดมาไว้เป็นยอดหนี้ที่ต้องปิดให้เร็วที่สุดก่อน หากมีหนี้บ้านหนี้รถ ให้เลือกชำระหนี้ส่วนนี้ก่อน เพราะมีความสำคัญมาก เบี้ยวไม่ได้ โดยเฉพาะหนี้ผ่อนรถ เป็นคดีอาญา เบี้ยว 3 เดือนจะถูกฟ้องร้องทันที 3. คำนวณรายได้ของคุณ ว่าแต่ละเดือนได้เงินมาเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายประจำมีเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายประจำก็จำพวก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต โดยค่าใช้จ่ายประจำนี้ คุณอาจจะรวมหนี้บ้านและหนี้รถเข้าไปด้วยก็ได้ เพราะเป็นหนี้ที่เบี้ยวไม่ได้อย่างที่เราบอกไปข้อที่แล้ว 4. หากรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ใกล้เคียงหรือเท่ากับยอดหนี้ขั้นต่ำที่ต้องชำระในแต่ละเดือน สิ่งที่คุณต้องทำคือ หัดทำบัญชีรายรัยรายจ่ายของคุณเอง คุณจะได้รู้ว่าในแต่ละวัน เงินคุณหายไปไหน และรู้ว่าค่าใช้จ่ายอะไรที่ไม่จำเป็นและสามารถตัดออกไปได้บ้าง 5. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างเช่น ลดแพ็คเกจเคเบิ้ลทีวีที่มีราคาแพง เหลือเพียงแพ็คเกจที่เหมาะสมกับการใช้งานคุณ หรือหากคุณแทบจะไม่เคยเปิดทีวีดูเลย การยกเลิกบริการถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มากทีเดียว หรืออีกวิธี งดดื่มกาแฟจากร้านดัง ที่มีราคาแสนจะแพง มาดื่มกาแฟฟรีที่ออฟฟิศมีให้บริการอยู่แล้ว ต่อเดือนก็ช่วยคุณประหยัดไปได้เป็นพันบาทเลยนะคะ หรือเลิกทานอาหารนอกบ้าน หันมาทำอาหารทานเองก็ช่วยให้คุณประหยัดไปได้มากขึ้น การทำอาหารหนึ่งครั้ง สามารถทานได้เป็นอาทิตย์ ห่อไปเป็นอาหารมื้อกลางวันทางที่ทำงาน ก็ประหยัดไปได้หลายมื้อเลยทีเดียวนะคะ 6. หากไม่มีหนี้บ้านรถมีแต่หนี้บัตรเครดิต ให้พยายามชำระหนี้บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดให้มากกว่าขั้นต่ำ เพื่อที่จะได้ปลดหนี้ก้อนนี้ให้เร็วที่สุด เพราะหนี้ก้อนนี้ ยิ่งปล่อยเอาไว้นาน ยิ่งสร้างภาระดอกเบี้ยเพิ่มให้คุณมาก และจะยิ่งทำให้การปลดหนี้ของคุณช้าลงไปอีก ดังนั้น ให้เน้นหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 7. หากคุณรู้ว่ากำลังจะมีเงินก้อนเข้ามา ในอนาคตอันใกล้ เช่น กำลังจะได้โบนัสปลายปีในอีกสองสามเดือนข้างหน้า ให้เลือกติดต่อประนอมหนี้กับธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยน้อยที่สุด เพื่อต่อรองของชำระแต่ดอกเบี้ยไปก่อน ช่วยลดภาระต่อเดือนลงไปได้มากขึ้น และนำเงินส่วนต่างมาโปะบัตรเครดิตใบที่มีอัตราดอกเบี้ยมาที่สุด โดยการทำแบบนี้ ยอดต้นจะยังคงอยู่ไม่ลดลงไป แต่ถึงแม้ยอดต้นจะไม่ลด คะแนนเครดิตของคุณก็จะยังไม่เสีย รายงานในเครดิตบูโรก็จะยังคงขึ้นคำว่า “ไม่ค้างชำระ” แล้วจึงนำเงินโบนัสที่ได้มาโปะหนี้ โดยวิธีนี้ เราขอแนะนำให้คุณทำในระยะสั้นเท่านั้น และไม่ขอแนะนำให้คุณทำหากคุณไม่มีเงินก้อนเข้ามาในเร็ว ๆ นี้ เพราะหนี้ที่คุณมีจะยังคงอยู่ไม่ลดลงไป เหมือนคุณจ่ายดอกเลี้ยงหนี้ไว้เรื่อย ๆ เท่านั้นเอง 8. ขายอะไรได้ให้ขายไปเลยเพื่อที่คุณจะได้มีเงินก้อนเข้ามาปลดหนี้ได้ โดยของที่จะขายควรขายของใช้ฟุ่มเฟื่อยที่ไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคุณ เช่น เครื่องแต่งกายแบรนด์เนม เครื่องประดับ หรือของที่ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงก็ใช้งานได้ เช่น โทรศัพท์มือถือราคาแพง แล้วซื้อโทรศัพท์ธรรมดามาใช้ไปก่อน ในส่วนของคอมพิวเตอร์ หากมันเป็นเครื่องมือหากินของคุณ หรือคุณสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากมันได้ ให้เก็บเอาไว้ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งตัดสินใจขายมันไป 9. วิธีปลดหนี้ ไม่ใช่การบนบานศาลกล่าว หรือตีอกชกหัวโทษโชคชะตาฟ้าดินอะไรทั้งนั้น (เพราะทุกสิ่งเกิดขึ้นเพราะตัวคุณเองล้วน ๆ) แต่การจะทำให้คุณปลดหนี้ได้คือการมีรายได้ ดังนั้น หารายได้พิเศษเสริมถือเป็นทางเลือกที่คุณต้องทำ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน คุณจะได้ไม่ต้องไปหยิบยืมเงินจากใครในกรณีที่เงินไม่พอใช้ บางทีงานเสริม อาจจะทำเงินให้คุณได้มาก จนคุณสามารถปลดหนี้ได้เร็วขึ้นก็ได้นะคะ แล้วถ้าหนี้ล้น จนคุณจ่ายไม่ไหว หรือไม่มีเงินจ่ายล่ะ? หากคุณเบี้ยวหนี้ ไม่มีเงินจ่าย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตกงานกระทันหัน หรือจงใจเบี้ยวหนี้ หนีหนี้จริง ๆ เราขอให้คุณอ่านสิ่งที่เรากำลังจะบอกต่อไปนี้ให้ดีนะคะ เพราะมันคือผลกระทบที่คุณจะต้องเจอแน่นอนหากคุณเบี้ยวหนี้ 1. ไม่จ่ายหนี้ เตรียมตัวโดนฟ้องได้เลย แต่เนื่องจากคดีเกี่ยวกับหนี้สิน ถือเป็นคดีแพ่ง โทษจึงไม่ถึงขั้นติดคุก ทำให้คุณสบายใจได้มากขึ้น แต่ไม่ติดคุก ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ต้องจ่ายหนี้นะคะ โดยส่วนใหญ่ หากมีหมายศาลส่งไปที่บ้าน เจ้าหนี้มักจะให้โอกาสลูกหนี้ก่อน โดยการปรานีปรานอมลดอัตราดอกเบี้ยให้ หรือบางครั้ง อาจจะให้ชำระคืนเฉพาะเงินต้นก็มี เรื่องจึงอาจจะจบอยู่แค่การไกล่เกลี่ย ไม่ต้องถึงชั้นศาลค่ะ ดังนั้น หากมีหมายศาลมาถึงบ้าน อย่าเพิ่งตื่นตกใจ ตีโพยตีพาย หรือหนีหายไปเลยนะคะ ไปพบกับเจ้าหนี้ที่ศาลถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ 2. หากไกล่เกลี่ยตามข้อที่แล้วไม่ลงตัว จนเรื่องเลยไปถึงชั้นศาล แน่นอน คุณไม่มีทางชนะคดีนี้ได้ ดังนั้น เตรียมตัวรับมือกับการอายัดเงิน และยึดทรัพย์ได้เลยค่ะ เจ้าหนี้ทุกรายรวมกัน สามารถร้องขอต่อศาลเพื่ออายัดเงินเดือนของคุณได้ ไม่เกิน 30% ของเงินเดือน แต่หากหลังจากหัก 30% ออกไปทำให้คุณมีเงินเดือนเหลือน้อยกว่า 10,000 บาท เจ้าหนี้จำเป็นต้องเหลือเงินให้คุณ 10,000 บาท เอาไว้สำหรับการดำรงชีวิตค่ะ อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้ที่เป็นข้าราชการ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ในการอายัดเงินเดือนตามกฎหมายนะคะ โดยการอายัดเงินนั้น นอกจากเงินเดือนแล้ว ยังสามารถอายัดเงินส่วนอื่น ๆ ได้อีก ด้วยนะคะ 3. ในส่วนของรายงานเครดิตที่เครดิตบูโร จะถูกบันทึกเป็น ค้างชำระ ตั้งแต่งวดแรกที่คุณเบี้ยว และจะขึ้นค้างชำระแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยจะมีกำหนดวันพ่วงเข้ามาด้วย เช่น ค้างชำระ 31 – 60 วัน, ค้างชำระ 61 – 90 วัน และจะเพิ่มจำนวนวันไปเรื่อย ๆ หากไม่มีการชำระเข้ามา โดยเมื่อใดที่คุณชำระหนี้ เงินจำนวนนี้จะไปตัดหนี้ก้อนที่เก่าที่สุดก่อน และรายงานเครดิตจะยังคงขึ้นว่าค้างชำระอยู่ แต่จำนวนวันจะลดลงตามจำนวนก้อนหนี้แต่ละงวดที่คุณชำระเข้าไปค่ะ การไม่เป็นหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ คำกล่าวนี้ยังถือเป็นเรื่องจริงที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ยิ่งสมัยวัตถุนิยมแบบนี้ คนเป็นหนี้ ไม่มีเงินเก็บ เงินไม่พอใช้ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น หากคุณยังไม่มีวินัยในการจัดการบริหารเงิน เราขอแนะนำว่าอย่าสร้างหนี้จะดีที่สุดนะคะ ยิ่งสังคมไทยนั้น ฝังหัวลูกหลานมาตั้งแต่บรรพบุรุษว่า มีบ้านมีรถคือชีวิตมั่นคง ซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลย การมีหนี้ จะทำให้ชีวิตคุณมั่นคงได้อย่างไร จริงไหมคะ? นอกเสียจากว่า บ้านและรถที่คุณซื้อมา สามารถสร้างรายได้ให้กับคุณ นั่นแหละค่ะ คือการตีความคำว่ามั่นคงได้อย่างถูกต้อง  ที่มา : https://www.moneyguru.co.th/blog/วิธีปลดหนี้  
  •     "ผ่อนบ้าน" หรือคอนโดที่เหมาะสมกับสถานะการเงิน เป็นเรื่องที่เราควรทำ เพราะเราไม่สามารถมีความสุขกับบ้านหรือคอนโดสวยๆไปพร้อมกับการไม่มีเงินจ่ายค่าผ่อนบ้านได้ พี่ทุยได้ยินหลายๆคนที่กำลัง“ผ่อนบ้าน”หรือคอนโด มาบ่นอยู่บ่อยๆว่าเมื่อไหร่จะผ่อนบ้านหมดซักที อยากผ่อนบ้านหมดไวๆ มีวิธีแนะนำมั้ย ถ้าพี่ทุยบอกไปว่า “ขายไตไปโปะเลย จะได้หมดไวๆ” พี่ทุยคงโดนเพื่อนเขวี้ยงหนามทุเรียนใส่แน่นอน (ฮ่า) แต่ความเป็นจริงแล้ว พี่ทุยมีเทคนิคที่จะช่วยทำให้โปะได้เร็วขึ้น เพื่อที่จะทำให้เราผ่อนบ้านหรือคอนโดให้หมดไวแบบรวดเร็วทันใจ เทคนิคที่ 1 : โปะเพิ่มทุกๆเดือน ก่อนซื้อบ้านหรือคอนโดทุกครั้ง พี่ทุยมักจะแนะนำเสมอว่า ถ้าอยากผ่อนบ้านให้หมดไวๆ ต้องโปะไปอีกเท่าตัวเสมอถ้าทำได้ เช่น เราจะต้องผ่อน 12,000 บาท/เดือน ก็จ่ายธนาคารไปเป็น 24,000 บาทไปเลย เทคนิคนี้จะช่วยทำให้เราผ่อนบ้านหมดภายใน 8-9 ปีเท่านั้น จากเดิม 30 ปี การโปะเพิ่ม 1 เท่าจะช่วยทำให้เราผ่อนบ้านเสร็จเร็วได้มากกว่า 70% พี่ทุยว่าเจ๋งมากๆเลยนะ ดังนั้น ข้อควรระวังในการซื้อบ้านหรือคอนโดอย่างนึง ก็คือ เราควรเลือกบ้านให้เหมาะกับสถานะการเงินของเรา ไม่ควรเลือกบ้านที่ราคาสูงเกินว่าที่จะผ่อนไหว แต่ถ้าใครพลาดตรงนี้ไปแล้ว พี่ทุยบอกเสมอว่ายาผีบอกสำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องเงิน คือ การหารายได้เพิ่ม !! คำนี้พูดง่ายแต่ทำยากสักหน่อยแต่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับตัวเราคนเดียวเท่านั้น เพราะถ้าเรามองจากตัวอย่างในการผ่อนช่วงแรกๆ เงินที่ผ่อนไป 12,000 บาท กลายเป็นดอกเบี้ยไปแล้วประมาณ 10,000 บาท เหลือไปลดเงินต้นแค่ 2,000 บาทเอง ซึ่งถ้าเราโปะเงินเพิ่มไปอีก 1 เท่าหรือ 12,000 บาท ส่วนนี้จะไปช่วยลดเงินต้นลง และช่วยลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในเดือนถัดๆไปลงตามไปด้วย ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดระยะเวลาการผ่อนจาก 30 ปี เหลือแค่ 8-9 ปีเท่านั้น แต่ถ้าใครคิดว่าวิธีนี้มันดูทรมานเกินไปหรืออยากผ่อนบ้านแบบมีความสุข ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป ก็อาจจะไม่ต้องโปะเยอะขนาดที่พี่ทุยบอกไปก็ได้ แต่อาจจะโปะเพิ่มขึ้น 10-20% ของเงินผ่อนไปทุกเดือนแทน เช่น โปะเพิ่ม 10% ก็ผ่อนเดือนละ 13,200 บาท และถ้าสิ้นปีมีโบนัส ก็อาจจะเอาเงินก้อนมาโปะไปบางส่วน ก็จะช่วยร่นระยะเวลาในการผ่อนบ้านของเราได้เช่นกัน เทคนิคที่ 2 : พยายามรีบโปะในช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำๆ ถ้าระยะยาวเราไม่สามารถโปะเพิ่มขึ้น 1 เท่า ไปได้ตลอด งั้นพี่ทุยแนะนำว่าช่วงปกติตอน 1-3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยมักจะต่ำ มากหรือน้อยตามโปรโมชั่นของแต่ละธนาคาร และหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะพุ่งไปตาม MRR ในช่วงปีแรกๆเราอาจเสียดอกเบี้ยแค่ 3-4% แต่หลังจากนั้นอาจจะกลายเป็น 5-8% ไปเลยก็ได้ เราจึงควรรีบโปะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำๆ เพราะเงินต้นจะลดลงไปได้เยอะ เราก็ประหยัดดอกเบี้ยไปได้มากขึ้น ทำให้เราผ่อนหมดได้เร็วขึ้น แต่ถ้าเราไปโปะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูงๆ เราอาจโปะไปแต่เงินต้นก็ไม่ได้ลดลงไปเท่าไหร่เลย เทคนิคที่ 3 : รีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือขอปรับอัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้านหรือคอนโดกับธนาคารเดิม (Retention) อธิบายการรีไฟแนนซ์ง่ายๆ คือ การไปกู้เงินจากธนาคารอื่นที่จ่ายดอกเบี้ยถูกกว่ามาจ่ายคืนธนาคารเดิมที่เคยกู้ เพราะเมื่อเราผ่อนครบ 3 ปี เราหมดโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำกับธนาคารแล้ว ในปีที่ 4 ดอกเบี้ยจะลอยตัวขึ้นตาม MRR แต่เราจะทำรีไฟแนนซ์ได้ตอนไหนอย่าลืมดูเงื่อนไขสัญญาที่ทำกับธนาคารก่อน ส่วนใหญ่จะทำได้ตอนหลัง 3 ปี หากเรารีไฟแนนซ์ก่อนระยะเวลาที่กำหนดในสัญญากู้ก็จะเสียค่าปรับ แบบนี้ถือว่าไม่คุ้มเลยล่ะ ทีนี้ตอนเราหาธนาคารใหม่ก็ทำเหมือนเดิม เหมือนตอนที่กู้ซื้อบ้านครั้งแรก คือ หาโปรโมชั่นจากแต่ละธนาคารมาเปรียบเทียบดูว่าธนาคารไหนดอกเบี้ยถูกที่สุด และถูกกว่าดอกเบี้ยที่เราจ่ายอยู่ปัจจุบัน เราก็ย้ายไปกู้กับธนาคารนั้น แต่อย่าลืมดูเงื่อนไขค่าธรรมเนียมและค่าจดจำนองด้วยว่าย้ายไปแล้วจ่ายน้อยลงจริงหรือไม่ แต่อีกสิ่งนึงที่พี่ทุยอยากแนะนำสำหรับคนที่ผ่อนบ้านหรือคอนโด คือพยายามสร้างประวัติการผ่อนให้ดี เพราะหากเรามีประวัติการผ่อนดีอย่างน้อย 3 ปี เราสามารถเข้าไปคุยเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้จ่ายถูกลงได้เลย โดยเราไม่ต้องไปรีไฟแนนซ์ เสียค่าธรรมเนียมค่าจดจำนองอีกครั้งกับธนาคารอื่น เราสามารถที่จะคุยขอลดดอกเบี้ยได้ ถ้าคุยดีๆไม่แน่อาจจะได้ดอกเบี้ยถูกกว่าย้ายไปรีไฟแนนซ์ธนาคารอื่นอีกด้วยนะ ยิ่งเครดิตเราดีเท่าไหร่ เราก็สามารถที่จะต่อรองได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ที่มา : https://www.moneybuffalo.in.th/อสังหาริมทรัพย์/ผ่อนบ้าน-คอนโด-หมดเร็ว
  •   คำว่า “หนี้สิน” ไม่ได้หมายถึง สิ่งที่ไม่ดีเสมอไป หนี้สินมีทั้งหนี้ดีและหนี้เสียเรามาดูวิธีจัดการหนี้ดีรวมถึงรับมือหนี้เสียอย่างชาญฉลาดกันดีกว่า ความหมายของหนี้ดี   สำหรับความหมายของ “หนี้ดี” แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่   หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ ถือเป็นหนี้ดี ยกตัวอย่างเช่น หนี้ที่กู้มาเพื่อประกอบธุรกิจส่วนตัวเป็นเงินทุน และแหล่งทุนของเราคือการขอสินเชื่อธนาคาร เมื่อเรานำเงินกู้มาประกอบกิจการ เกิดเป็นกำไร หมุนกลับไปจ่ายดอกเบี้ย แบบนี้ถือเป็นหนี้ดี หนี้ที่จำเป็นต้องกู้เพื่อคุณภาพชีวิต ยกตัวอย่างเช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือกู้เพื่อซื้อบ้าน หากคุณยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยถือเป็นหนี้ที่ดีเช่นกัน ความหมายของหนี้ที่ไม่ดี สำหรับความหมายของหนี้ที่ไม่ดี คือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นภาระที่คุณต้องจ่าย ยกตัวอย่างเช่น หนี้ผ่อนรถยนต์ หากคุณไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ หรือมีรถยนต์อยู่แล้วแต่ซื้อคันใหม่ สิ่งที่ตามมาคือ ค่างวด ที่คุณต้องจ่ายทุกเดือน และเป็นหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อะไร แถมยังพ่วงค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามมาอีกด้วย แล้วขั้นตอนการจัดการหนี้ดี-กำจัดหนี้เสียอย่างชาญฉลาดที่ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง?   ขั้นที่ 1 หยุดก่อหนี้เพิ่มอันดับแรกคุณต้องแจกแจงหนี้ออกมาให้ได้ว่าอันไหนเป็นหนี้ที่ดี อันไหนเป็นหนี้เสีย และหยุดก่อหนี้เพิ่ม ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ที่ดี หรือหนี้ที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งก็คือ การสร้างหนี้ใหม่เอาไปจ่ายหนี้เก่า การทำแบบนี้จะยิ่งทำให้ “ปมหนี้” ผูกมัดแน่นขึ้น และยากจะแก้ไขภายหลัง ขั้นที่ 2 สำรวจภาระหนี้สิน และความสามารถในการชำระหนี้คืนเมื่อหยุดก่อหนี้เพิ่มแล้ว คุณก็ต้องมาสำรวจหนี้สินว่ามีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล หนี้ค่างวดรถยนต์ ค่างวดบ้าน ฯลฯ โดยจดบันทึกมูลหนี้ทั้งหมด รวมทั้งดอกเบี้ยจ่ายในแต่ละเดือนว่าสิ่งที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมทั้งหมดเท่าไร ทำแบบนี้จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า หนี้สินของคุณมีอะไรบ้าง จ่ายดอกเบี้ยไปเท่าไรบ้าง และนำข้อมูลมาบริหารจัดการหนี้ในมือให้หมดไปโดยไว ขั้นที่ 3 จัดสรรค่าใช้จ่ายเสียใหม่ ออมเงินให้มากขึ้นเมื่อคุณแยกหนี้ดี และไม่ดีออกจากกัน หยุดก่อหนี้ใหม่ๆ บริหารจัดการหนี้แล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ การจัดสรรค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเสียใหม่ สำหรับคนที่ใช้จ่ายค่อนข้างจะมือเติบ ก็ต้องปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง วิธีที่ทำให้เรามองเห็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ก็คือ การจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่นี้เมื่อเห็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นแล้ว ลดการใช้จ่ายในส่วนนั้นๆ ลง ส่วนที่เหลือก็คือ เงินออม หากคุณต้องการความมั่นคงในด้านการเงิน ควรมีเงินออมเก็บไว้อย่างน้อย 10-20% ของรายรับทั้งหมด บางคนบอกหนี้ยังจ่ายไม่หมดจะให้ออมเงินได้อย่างไร ไม่เป็นไรเรารีบเคลียร์หนี้ให้หมดเร็วๆ จะได้เริ่มต้นออมเงินเร็วๆ ถ้าไม่เริ่มก็คงไม่มีความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขั้นที่ 4 หาทางเพิ่มรายได้ขอแนะนำว่าคุณควรมีทั้ง active income คือ ทำงานหาเงิน และมี passive income คือ ‪ให้เงินทำงาน ควบคู่กันไป เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตการเงินของเรานั่นเอง การเพิ่มรายได้นอกเหนือจากรายได้หลัก หรืองานประจำ ควรเป็นรายได้ในทาง passive income ทำให้มีกระแสเงินสดหลายทางเข้าสู่ชีวิตการเงินของเรา ดังนั้นถึงจะมีหนี้เยอะ แต่มีรายได้เยอะด้วย ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระและไม่ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตมากนัก หากต้องการแนวคิดการบริหารจัดการเงินดีๆ ขั้นตอนสุดท้าย ติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอเมื่อคุณวางแผนจะลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และบริหารหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็ต้องหมั่นติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากไม่คอยติดตามความก้าวหน้าใดๆ บางครั้งคุณอาจจะหวนกลับไปก่อหนี้ไม่ดีขึ้นมาอีกก็เป็นไปได้ ทางที่ดีควรหมั่นตรวจสอบตัวเอง และพฤติกรรมการใช้จ่ายให้ดี สร้างเครดิตดีๆ ในอนาคตหากคุณจะทำกิจการ ประกอบธุรกิจเล็กๆ และจำเป็นต้องขอสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งเป็นหนี้ที่ดี คุณจะได้ไม่ติดขัด มีหนี้น้อยโอกาสดีๆ ก็เปิด ที่สำคัญคุณจะใช้ชีวิตที่มั่นคงได้อย่างสบายใจการไม่มีหนี้ถือเป็นลาภอันประเสริฐ แต่หากเราต้องเป็นหนี้จริงๆ คุณสามารถจัดการหนี้ทั้งหนี้ดีและหนี้เสียให้อยู่หมัดได้เพียงแค่มีวินัยและสม่ำเสมอ เมื่อบริหารจัดการหนี้ได้ ชีวิตก็จะราบรื่นอย่างแน่นอน   ที่มา : https://www.gsb.or.th/Blogs/Financial/Debtmean.aspx
  • เมื่อไหร่เราจะรวย? คำถามที่แทบจะเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับหนุ่ม-สาวออฟฟิศกับชีวิตการทำงานที่แสน จะอาภัพ เพราะใช้เงินเดือนชนเดือน ชักหน้าไม่ถึงหลังตลอด ไร้เงินเก็บในบัญชียังไม่พอ รายจ่ายยังยาวเป็นหางว่าว ทั้งค่าบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าบัตรเครดิต นี่ยังไม่นับรวมไลฟ์สไตล์ตามเทรนด์แบบคนเมือง ที่ใครเขาเห่ออะไรใหม่ก็ขอมีด้วยคน กินข้าวมื้อหรู กาแฟแก้วละเกือบ 200 บาท หนังโรงเรื่องเด็ดไม่เคยพลาด ไหนจะค่าทำหน้า ทำผม ทำผิวอีกสารพัด สุดท้ายก็ตกอับ นั่งซดมาม่าไปพลางๆ ก่อนสิ้นเดือน "คนที่เพิ่งจะเริ่มต้นเข้าทำงานใหม่ หรือที่ทำงานมาสักระยะควรจัดระบบความคิดทั้งหมดใหม่ ... ให้ความสำคัญมากที่สุดกับการใช้ช่วงเวลาและเงินออมในช่วงที่ยังมีเรี่ยวมีแรงทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด" ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง หันมาบริหารการเงินอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะคนที่เพิ่งจะเริ่มต้นเข้าทำงานใหม่ หรือที่ทำงานมาสักระยะ คุณควรจัดระบบความคิดทั้งหมดใหม่ และให้ความสำคัญมากที่สุดกับสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ ซึ่งก็คือการใช้ช่วงเวลาและเงินออมในช่วงที่ยังมีเรี่ยวมีแรงทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด เวลาที่เหมาะสมที่สุดที่เราจะต้องเริ่มก็คือวันนี้และเดี๋ยวนี้ แล้วเราควรจะบริหารรายได้ก้อนแรกจากการทำงานปีแรกอย่างไรจึงจะถูกต้อง?   จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย จดสิ่งที่เราซื้อทุกอย่างลงไป เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนจนถึงวันที่ 7 และให้นับเป็น "รอบที่ 1" จนครบเดือนแล้วค่อยมาสรุปว่าเราใช้จ่ายไปมากน้อยเท่าไหร่ ใช้มากเกิน หรือยังพอเหลือเก็บ เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ คือให้คำนวณรายจ่ายตายตัวในแต่ละเดือนไปเลย เช่น ค่าเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านกับที่ทำงาน ค่าอาหารในแต่ละมื้อ ค่าซื้อของใช้จำเป็น นำมาหารเฉลี่ยรวมกันว่าภายในหนึ่งเดือนควรใช้เท่าไหร่   ทำปฏิทินหนี้สิน หากต้องผ่อนชำระสินค้าต่างๆ อย่าลืมทำตารางกำหนดวันจ่ายค่างวด หรือดอกเบี้ยเอาไว้ด้วย โดยอาจจะจดไว้ที่ปฏิทิน บันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ หรือจดเพิ่มเติมไว้ในสมุดบันทึกรายรับ-รายจ่ายด้วยเลยก็ได้ ช่วยกันลืม และกันเงินไว้จ่ายให้ตรงตามกำหนด เพื่อกันการเสียดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จําเป็นเพราะจ่ายไม่ตรงเวลานั่นเอง เริ่มต้น "ออมเงิน" หลักการง่ายๆ ที่หลายคนทราบกันดี (แต่ทำไม่ค่อยจะได้) คือต้อง "ออมก่อนใช้" โดยแบ่งเงินออมไว้อย่างน้อย 10% ของรายได้ เช่น เงินเดือน 15,000 บาท ให้กันเงินออมออกมาทันที 1,500 บาท ใครกลัวจะอดใจไม่ไหว พอเงินเดือนออกปุ๊บ แนะนำให้ตัดบัญชีอัตโนมัติเข้าบัญชีเงินฝากประจำไปเลย หรือใช้เทคนิคสำหรับหนุ่ม-สาวออฟฟิศป้ายแดงที่อดใจได้ยากยิ่ง เพียงออมเงินวันละ 20 บาท หยอดใส่กระปุกทุกวัน เมื่อครบหนึ่งเดือนก็นำไปฝากธนาคาร ภายในเวลาหนึ่งปีเราจะมีเงินเก็บ 7,200 บาท และหากเราออมแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนครบ 15 ปี ลองคิดดูสิว่าเราจะมีเงินเก็บเพิ่มเป็นเท่าไหร่...บอกให้ก็ได้ 108,000 บาทเท่านั้นเอง! ทำให้เงินที่นอนอยู่นิ่งๆ นั้น "งอกเงย" เคยได้ยินประโยคที่ว่า "ทำงานอย่างเดียว ไม่ลงทุน ไม่มีวันรวย" กันบ้างไหม คนหนุ่ม-สาววัยเริ่มต้นทำงานจึงต้องเริ่มวางแผนให้เงินทำงานแทนให้เร็วที่สุด เพื่อต่อยอดจากเงินที่ออม โดยแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาใช้ในการลงทุนรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ หรือพันธบัตร เพื่อทำให้เงินงอกเงย ซึ่งก็คือดอกเบี้ย และเงินปันผล หากเพิ่งเริ่มลงทุนและไม่อยากเสี่ยงก็อาจเลือกเพียงฝากประจำปลอดภาษี กองทุนตลาดเงิน หรือซื้อพันธบัตรและสลากออมสิน หากเราผ่านจุดเสี่ยงน้อยมาแล้วอยากอัพสกิลก็ลองกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมประเภทตราสารหนี้ หรือกองทุนทองคำ สุดท้ายเมื่อมีความชำนาญในเรื่องการลงทุนต่างๆ และต้องการให้เงินงอกเงยเยอะๆ (แต่ก็เสี่ยงสูงมาก) ต้องกระโดดไปเล่นหุ้น กองทุนรวมระยะยาว หรือกองทุนเปิดต่างๆ กับสถาบันทางการเงินที่เชื่อถือได้ เป็นต้น แต่อย่าลืมว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้น ต้องศึกษารายละเอียดให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และถี่ถ้วนที่สุด วางแผนกับภาษี มีรายได้มากขึ้น ภาระภาษีก็ย่อมสูงขึ้นด้วย เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเสียภาษีรายปีเป็นเงินหลักหมื่น หรือหลักแสนกันแน่ๆ การวางแผนภาษีเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราจ่ายภาษีน้อยลงได้ โดยเครื่องมือในการลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจมีทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือประกันชีวิต เตรียมศึกษาข้อมูลให้ดี บริหารเงินส่วนที่เหลือ หนุ่ม-สาวออฟฟิศทั่วไปมักไปกิน ไปเที่ยว หรือไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าสนอง "need" กันทันทีที่เงินเดือนออก หรือตอนต้นๆ เดือน แล้วพอปลายเดือนค่อยมานั่งซดมาม่าอย่างเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย วิธีที่ถูกคือพอเงินเดือนออกปุ๊บให้เก็บเป็นเงินออมก่อน แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือนก่อน แล้วเหลือเท่าไหร่ ตอนปลายเดือนค่อยเอาไว้กิน-เที่ยว-ช้อปปิ้งเท่านั้น ที่มา : https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/be-money-smart-from-your-first-year.html  
  •   การสมัครบัตรกดเงินสดเป็นไปเพียงเพื่อนำเงินสดมาใช้ กับเพื่อเสริมสภาพคล่องทางด้านการเงินในยามจำเป็นก็ไม่ถือเป็นเรื่องที่เสียหาย แต่ก็ต้องมั่นใจด้วยว่าสามารถที่จะทำการนำมาชำระคืนได้ในเวลาอันรวดเร็ว กลับมาต่อกันถึงเรื่องของการเป็นหนี้บัตรกดเงินสด ซึ่งจากที่ได้กล่าวไว้ในซีรีส์ที่ 1 ถึงประเด็นของการสมัครบัตรกดเงินสดนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานอะไรบ้าง โดยการสมัครบัตรกดเงินสดนั้นมีหลักการที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายเพียงแค่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า แท้จริงจุดประสงค์ของการสมัครบัตรกดเงินสดนั้น สมัครเพื่ออะไร และมีความเข้าใจถึงวิธีการใช้บัตรกดเงินสดอย่างท่องแท้แล้วหรือยัง หากการสมัครบัตรกดเงินสดเป็นไปเพียงเพื่อนำเงินสดมาใช้ กับเพื่อเสริมสภาพคล่องทางด้านการเงินในยามจำเป็นก็ไม่ถือเป็นเรื่องที่เสียหาย แต่ก็ต้องมั่นใจด้วยว่าสามารถที่จะทำการนำมาชำระคืนได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่กล่าวมา อาจจะดูเหมือนว่าบัตรกดเงินสดนั้นมีโทษมากกว่าคุณ ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะหากใช้ไม่เป็นย่อมเป็นโทษอย่างแน่นอน หนี้บัตรกดเงินสดพร้อมที่จะมาเยี่ยมถึงหน้าประตูบ้านของคุณอย่างแน่นอน ในมุมของประโยชน์ก็มีไม่น้อย ในยามฉุกเฉิน และในปัจจุบัน หลายสถาบันการเงินก็ได้สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการบัตรกดเงินสดเป็นอย่างมาก ด้วยการปล่อยบัตรกดเงินสดที่พ่วงมากับบัตรผ่อนชำระสินค้าในบัตรเดียว อีกทั้งยังสร้างความแตกต่างจากบัตรกดเงินสดทั่วไป คือ สามารถทำการสะสมคะแนนได้อีกด้วย ความแตกต่างที่เกิดขึ้นของวงการบัตรกดเงินสด ที่ต่างพยายามกระตุ้นการสมัครของผู้บริโภค ก็ต้องแลกมาด้วยหนี้สินเชื่อบัตรกดเงินสดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งคุณเป็นคนหนึ่งที่มีหนี้บัตรกดเงินสด จะมีทางออกอย่างไร ตรวจสอบรายรับรายจ่าย อันดับแรกที่จะต้องทำเป็นอย่างแรก คือ ตรวจสอบรายรับและรายจ่ายของตนเอง พร้อมกับตรวจสอบหนี้บัตรกดเงินสดที่มีอยู่พร้อมดอกเบี้ยว่ามีอยู่เท่าไหร่ จากนั้นดูว่าในแต่ละเดือนมีรายรับอยู่ที่เท่าไหร่ หลังจากที่ทำการหักรายจ่ายออกไปแล้ว เหลือเท่าไหร่ ให้นำเงินที่เหลือนั้นไปชำระค่าบัตรกดเงินสดก่อนเป็นอันดับแรก ติดต่อกับทางสถาบันการเงิน หลังจากที่รู้ตัวแล้วว่ายังไงก็สามารถที่จะทำการเคลียร์หนี้บัตรกดเงินสดได้อย่างแน่นอน ให้รีบทำการติดต่อกับทางสถาบันการเงินทันที เพื่อขอประนอมหนี้ โดยที่ทางสถาบันการเงินอาจจะลดหย่อนอัตราดอกเบี้ยให้ หรืออาจยืดระยะเวลาเพื่อให้ลูกหนี้สามารถทำการผ่อนชำระแบบเป็นงวดๆ ได้ ดังนั้นในขั้นตอนติดต่อกับทางสถาบันการเงิน เป็นวิธีที่ดีที่สุด และควรทำให้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้อง นำทรัพย์ที่ไม่จำเป็นไปขาย ต่อเนื่องจากที่ได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงิน ลูกหนี้มีหน้าที่ที่จะต้องนำเงินไปชำระค่าหนี้คืน สิ่งที่สามารถเริ่มต้นทำได้เป็นสิ่งแรกเพื่อปลดหนี้ คือการนำทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นไปขาย เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ อย่าเสียดาย ให้ตัดใจขาด แล้วพอตั้งหลักและมีรายได้แล้วค่อยหาซื้อมาใหม่ สิ่งที่สำคัญกว่าทรัพย์สินตอนนี้คือการปลดหนี้ให้เร็วที่สุด หารายได้เสริม อีกทางหนึ่งที่จะเป็นการเพิ่มรายได้เสริมจากรายได้ประจำ คือ การหารายได้เสริม เช่น ทำขนมขาย หรือทำงานเสริมวันเสาร์ - อาทิตย์ เป็นต้น ลองถามตัวเองว่ามีความสามารถอะไรพิเศษที่พอจะสร้างรายได้เสริมได้บ้าง หลายคนที่เคยเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้สินเชื่ออื่นๆ ก็เคยปลดหนี้ตัวเองมาแล้วจากการหารายได้เสริม ผ่านการทำขนมขาย จนสามารถเปิดร้านขนมและมีรายได้จากการขายขนมในที่สุด ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเก่งในเรื่องนั้นๆ แต่การที่คุณมีความตั้งใจและลงมือทำนั้นอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในอนาคตสำหรับคุณได้      การขาดวินัยการใช้บัตรกดเงินสด นำไปสู่การเป็นหนี้ และการเริ่มต้นจากความคิดที่จะนำเงินสดไปใช้เพื่อสิ่งที่ไม่จำเป็นไม่ใช่เหตุผลที่สมควรต่อการสมัครบัตรกดเงินสด จากที่กล่าวมาทั้งหมดสำหรับซีรีส์ ปลดหนี้บัตรกดเงินสด สามารถที่จะสรุปได้ว่า การขาดวินัยการใช้บัตรกดเงินสด นำไปสู่การเป็นหนี้ และการเริ่มต้นจากความคิดที่จะนำเงินสดไปใช้เพื่อสิ่งที่ไม่จำเป็นไม่ใช่เหตุผลที่สมควรต่อการสมัครบัตรกดเงินสด แต่เมื่อมีบัตรกดเงินสดแล้ว  ก็ควรที่จะสามารถควบคุมและบริหารด้านการเงินให้ดีที่สุด ถ้าใช้บัตรเมื่อไหร่ ก็ต้องสามารถที่จะหาเงินสดมาชำระคืนได้ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด เพราะดอกเบี้ยจากบัตรกดเงินสดนั้นสูงน่าดูเลยละ ที่มา : https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/discharge-debt-credit-card-part2.html