รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • ความใฝ่ฝันของทุกคนก็คืออยากมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ราคาบ้านในปัจจุบันนั้นต้องบอกว่าแพงมาก การจะเก็บเงินก้อนเพื่อซื้อบ้านในราคาเงินสดก็แทบเรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลย บางคนบอกว่าอย่าว่าแต่ซื้อบ้านเงินสดเลย แค่จะเก็บเงินเพื่อดาวน์บ้านสักหลังก็เล่นเอาหน้ามืดแล้ว เงินดาวน์ของบ้านเมื่อเทียบกับรถยนต์ถือว่าสูงกว่ามาก บางคนต้องตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินตั้งหลายปีกว่าจะได้เงินก้อนแค่เพียงสำหรับดาวน์บ้านเท่านั้น   เมื่อมีเงินเก็บพอสำหรับดาวน์บ้านได้ ก็ถึงเวลาที่จะผ่อนบ้านกันแล้ว ควรเลือกโปรแกรมเงินผ่อนที่เหมาะสมกับรายได้และค่าใช้จ่ายของเรา เนื่องจากหนี้บ้านเป็นหนี้ระยะยาว เราจึงควรต้องพิจารณาให้ดีว่าต่อไปเราจะมีรายได้หรือภาระค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ค่างวดที่เลือกตอนทำสัญญาควรเป็นจำนวนเงินขั้นต่ำคือน้อยที่สุดแล้วเท่าที่เราจะชำระทุกเดือนได้แบบสบาย ๆ เพราะถึงเวลาเดือนไหนถ้ามีเงินไม่พอจ่ายหนี้ ก็จะเกิดปัญหาได้ อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าหนี้บ้านเป็นหนี้ระยะยาวที่ต้องผ่อนกันนานเป็นสิบ ๆ ปีขึ้นไปบางคนผ่อนไปจนถึงเกษียณอายุยังผ่อนไม่หมดเลยก็มี ส่วนบางคนก็ให้ลูกหลานผ่อนต่อ ก็เลยมีคำถามว่ามีทริคอย่างไรให้ผ่อนบ้านหมดเร็ว ๆ หรือไม่ ทริคการผ่อนบ้านให้หมดไว ๆ ก็ไม่เชิงเรียกว่าทริค เพราะเป็นคำตอบที่ทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้ว นั่นก็คือ ดาวน์ให้มาก ยอดหนี้ที่กู้จะได้น้อย พอหนี้น้อยโอกาสผ่อนหมดเร็วก็มากกว่า ไม่ก็ต้องเลือกโปรแกรมผ่อนรายเดือนที่มากหน่อย ระยะเวลาจะได้สั้น ส่วนวิธีสุดท้ายก็คือ โปะหนี้ เมื่อใดที่มีรายได้เพิ่ม มีเงินเหลือพอจากที่เก็บฉุกเฉินแล้ว ก็นำมาโปะให้มากกว่าค่างวด เงินส่วนเกินนี้ก็จะไปลดเงินต้น รวมไปถึงลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดถัดไปทันที เพราะหนี้บ้านเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ไม่เหมือนกับรถยนต์ที่ต่อให้โปะหนี้ก็ไม่ลด แต่ไปลดแค่ค่างวดในงวดท้าย ๆ เท่านั้น สรุปอีกครั้งนะคะ สำหรับทริคของการผ่อนบ้านให้หนี้หมดไว ๆ นั้น มีอยู่ 3 ข้อด้วยกันค่ะ ดาวน์เยอะ ยอดหนี้น้อย ผ่อนหมดไว เลือกโปรแกรมผ่อนค่างวดรายเดือนมาก ระยะเวลาจ่ายหนี้สั้น จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง โปะหนี้เมื่อมีรายได้เพิ่ม หรือมีเงินเหลือ หนี้จะหมดเร็ว ดอกเบี้ยที่จ่ายก็จะน้อยลงด้วย   ลองไปดูตัวอย่างตารางกันค่ะ ว่าแต่ละแบบช่วยให้หนี้บ้านหมดเร็วได้อย่างไรบ้าง ดาวน์เยอะ ยอดหนี้น้อย ผ่อนหมดไว จากตารางจะเห็นเลยว่า การดาวน์เพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 10% ของราคาบ้าน 3.5 ล้านบาท คือเก็บเงินก้อนเพิ่มตอนนี้ให้ได้อีก 175,000 บาท จะช่วยประหยัดจำนวนเงินทั้งหมดที่ต้องจ่ายคืน ถ้าเป็น 20 ปี ก็ประหยัดไป 325,680 บาท คิดจาก (25,779 – 24,422)* 240 และถ้าเป็นการผ่อน 30 ปี จะประหยัดไปได้ 412,560 บาทเชียว คิดจาก (22,121 – 20,975) * 360   หรือลองดูว่าถ้าเราดาวน์มากขึ้น ผ่อนยอดเท่าเดิม จะทำให้ใช้เวลาผ่อนน้อยลงอย่างไรนะคะ เห็นไหมคะ แค่เพิ่มเงินดาวน์อีก 175,000 บาท ยอดผ่อนต่อเดือนเท่าเดิม เราจะผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้นได้หลายปีเลยทีเดียว   ผ่อนค่างวดเยอะ ระยะเวลาผ่อนสั้นลง อันนี้เรื่องปกติที่เราเข้าใจกันอยู่แล้ว ตามตารางนี้เลยค่ะ ถ้ายอดกู้บ้านเท่ากับ 1 ล้านบาท เลือกโปรแกรมผ่อนค่างวดเพิ่มขึ้นแค่ประมาณเดือนละ 1,000 บาท จะช่วยให้ผ่อนหมดเร็วขึ้นถึง 10 ปีทีเดียว ถ้ายอดกู้บ้านเท่ากับ 3 ล้านบาท เลือกโปรแกรมผ่อนค่างวดเพิ่มขึ้นประมาณสามพันกว่าบาทต่อเดือน จะช่วยให้หนี้หมดเร็วขึ้น 10 ปีเช่นกัน แต่ทั้งนี้ การเลือกโปรแกรมผ่อนค่างวดควรต้องดูจากรายได้และภาระค่าใช้จ่ายในระยะเวลาด้วยว่าให้เหมาะกับกำลังของเรา เพราะอย่างที่ว่าถ้าเลือกผ่อนมากแต่ถึงเวลาจ่ายไม่ไหวก็เกิดปัญหาได้เช่นกัน   โปะหนี้เมื่อมีรายได้เพิ่ม หรือมีเงินเหลือ อีกวิธีที่จะช่วยให้หนี้บ้านหมดไวก็คือมีเงินเมื่อไหร่ก็ให้มาโปะเพิ่มทันที เอาตามสะดวก จะเพิ่มนิดหน่อยทุกเดือน ทำสม่ำเสมอ หรือจะปีละครั้งช่วงที่โบนัสออกก็ได้ ลองไปดูตารางนี้กันค่ะ เปรียบเทียบให้เห็นว่าทุก ๆ ปี เมื่อโบนัสออกนำเงินมาจ่ายค่างวดเพิ่มอีก 1 งวด ในเดือนที่โบนัสออก จะทำให้หนี้หมดเร็วขึ้นได้อย่างไรจากตารางจะเห็นอย่างชัดเจนว่าการโปะหนี้บ้านเพิ่มอีก 1 งวดทุก ๆ ปี ตอนได้โบนัส จะช่วยให้หนี้หมดเร็วขึ้นได้ 2-6 ปี ทีเดียว ใครที่อยากผ่อนบ้าน ลองดูนะคะว่าวิธีไหนที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับเรามากที่สุด แต่ย้ำอีกครั้งว่าหนี้บ้านเป็นหนี้ระยะยาว ดังนั้นควรมองให้ไกล วางแผนให้ยาวเข้าไว้ค่ะ   ที่มา https://moneyhub.in.th/article/pay-off-mortgage-early/    
  • มีข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ออกมาว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่ที่มีอายุอยู่ในช่วง 16-35 ปี เป็นหนี้5.24 ล้านคน มูลค่าหนี้รวมกันประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท  และพบว่ามีการผิดชำระหนี้ ประมาณ 1.1 ล้านคน และยังพบหนี้เสียอีกประมาณ 20%ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ และไม่แน่ใจว่า ในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับคนกลุ่มนี้ จะมีปัญหาทางการเงินที่เรื้อรังเพิ่มขึ้นหรือไม่  หากไม่มีการให้ความรู้ทางเงินกับคนกลุ่มนี้ ไม่แน่ว่าจะส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตตอนแก่ ที่ต้องมานั่งแบกรับภาระหนี้สินอันอ่วมอรทัย   จากสถิติของทางการชี้ให้เห็นว่ากระแสอายุน้อยร้อยล้านนั้น เกิดขึ้นกับคนกลุ่มเล็กๆเพียงไม่กี่คนเท่านั้น  ในความเป็นจริง คนอายุน้อยตอนนี้มีหนี้เป็นล้าน  คนเป็นหนี้กันเร็วขึ้น  และถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป หนี้เสียจะทำให้คนในวัยเกษียณยังมีหนี้อยู่บานเบอะ เพราะภาระดอกเบี้ยที่เดินตลอดเวลา  ยิ่งแก่ก็ยิ่งทำงานหารายได้ได้น้อยลงและยากขึ้น จนอาจจะเกิดภาวะแก่ไม่มีกินขึ้นมาก็ได้  เชื่อว่าหลายคนอาจดูเป็นเรื่องตลกและคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอย่างนั้นหรอกมั้ง  จึงเลือกที่จะเพิกเฉยและไม่ตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริง เมื่อไม่ตระหนักก็ไม่คิดว่าเป็นปัญหา เมื่อไม่คิดว่าเป็นปัญหา ก็จะไม่คิดหาทางแก้ไข จนเวลาผ่านไปหลายปี ปัญหาเล็กๆสะสมจนเป็นปัญหาใหญ่ให้เห็นชัด ถึงตอนนั้นก็สายเกินแก้หรือแก้ยากเสียแล้ว     ลองมาดูสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่เป็นหนี้กันมากขึ้นและเร็วขึ้น นั้นเป็นเพราะคนกลุ่มนี้เกิดในช่วงของกระแสบริโภคนิยม  เรียกว่าพ่อแม่ได้ผ่านยุคยากลำบากกัดก้อนเกลือกินมาแล้ว  รุ่นลูกจึงไม่ต้องลำบากทำงานเหนื่อยยากตั้งแต่เด็ก  ทำให้ไม่รู้จักคุณค่าของเงิน มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เห็นคนอื่นมีอะไรก็อยากมีอย่างเขาบ้าง  ตอนเด็กๆก็อยากได้ของเล่น โทรศัพท์มือถือ ที่ไม่ได้ใช้เงินทองมากมาย พอโตขึ้นสิ่งที่อยากได้ก็ใหญ่ขึ้นและแพงขึ้น และการอยู่ในสังคมคนวัยทำงานก็ต้องมีเรื่องหน้าตา เกียรติยศ ศักดิ์ศรีเพิ่มเข้ามาอีก ทำให้รายได้ไม่ตามไม่ทันรายจ่าย สุดท้ายลงเอยด้วยการเป็นหนี้ นอกจากนี้ช่องทางที่จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ก็สะดวกและมีมากมาย เพราะสถาบันการเงินทั้งหลายต่างก็ออกโฆษณามาจูงใจ ทำให้การเป็นหนี้ทำได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น  เหนืออื่นคนเป็นหนี้ก็ยังขาดความรู้ทางการเงิน ไม่มีการวางแผนการเงินที่ดี เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาก็ค่อยๆใหญ่ขึ้น หนี้ก้อนโตขึ้น ยิ่งถึงวัยมีครอบครัว ภาระก็เพิ่มขึ้น กลายเป็นหนี้เก่าก็ยังชดใช้ไม่หมด หนี้ใหม่ก็ต้องกู้เข้ามาเพิ่ม  สุดท้ายที่ผ่อนชำระไปกลายเป็นส่งดอกเบี้ยให้เขาฟรีๆ     วิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงิน คงต้องเริ่มที่การมีความรู้ทางการเงิน  การมีความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาดำเนินชีวิตที่พอเพียงและพอดี  การมีความรู้ทางการเงินจะทำให้เรารู้จักวางแผนการใช้เงิน ออมเงิน เมื่อทำแผนออกมาแล้วเราจะเห็นภาพว่าในอนาคตโอกาสในการกาเงินของเรามีมากน้อยแค่ไหน จะได้วางแผนออมเงินและลงทุนเผื่อเอาไว้ นอกจากนี้การวางแผนทางการเงินยังช่วยให้เรานำผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาใช้อย่างเหมาะสมและตรงตามวัตถุประสงค์อีกด้วย  การมีความรู้ความเข้าเกี่ยวกับหลักปรัชญาในการดำรงชีวิต จะช่วยทำให้เราเข้าใจตามความเป็นจริงว่า ชีวิตส่วนไหนที่สำคัญ ส่วนไหนที่ฟุ้งเฟ้อ สอนให้เรารู้จักและเข้าใจธรรมชาติของตนเองและคนอื่น ทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของกระแสสังคม และตกเป็นเหยื่อของระบบทุนนิยม  การมีความรู้ทั้งสองแขนงนี้จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตและจัดการเรื่องเงินได้อย่างเหมาะสม  ทั้งสองสิ่งนี้เกื้อกูลกัน   กล่าวโดยสรุป การเป็นหนี้ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่ต้องทำด้วยความรู้ความเข้าใจและทำอย่างเป็นประโยชน์ คุ้มค่า ไม่ใช่เป็นหนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง หรือเห่อตามกระแสสังคม การเป็นหนี้นั้น เดี๋ยวนี้เป็นกันง่ายๆ  แต่การจะหมดหนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะธรรมชาติของมนาญืนั้น ไม่รู้จักพอ หากไม่รู้จักข่มใจ ก็จะมีเรื่องให้เราได้ใช้จ่ายได้อย่างไม่มีวันหมด  หลักการง่ายๆจำไว้ให้ขึ้นใจ หากยังไม่พร้อม ต้องไม่สร้างหนี้      
  • เครดิตบูโร หรืออีกชื่อว่า บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ มีหน้าที่หลักๆ คือการเก็บรวบรวมข้อมูลทางการเงินของเรา จากทุกสถาบันการเงินที่เราทำธุรกรรมทางการเงินด้วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาอนุมัติธุรกรรมการเงินต่างๆ ที่เรายื่นขอกับทางสถาบันการเงิน โดยข้อมูลที่ทางการเงินของเราที่ เครดิตบูโร รวบรวมไว้นี้จะเรียกว่า เครดิต โดยจะบันทึกไว้ทั้ง ประวัติเครดิตที่ดี และประวัติเครดิตไม่ดี ซึ่งหากเรามี ประวัติเครดิตไม่ดี ก็จะส่งผลให้เรานั้นทำธุรกรรมการเงินต่างๆ กับ ทางสถาบันการเงินได้ยากขึ้นนั่นเอง และวันนี้MoneyGuru.co.thก็มี 3 ประวัติเครดิตไม่ดี ที่เราควรหลีกเลี่ยง มาแนะนำกัน เพื่อที่พวกเราที่ต้องการทำธุรกรรมการเงินกับสถาบันการเงิน ได้ระวังตัวกันไว้ไม่ให้มีประวัติเครดิตไม่ดี จะได้เพิ่มโอกาสในการอนุมัติให้มากขึ้น 3ประวัติเครดิตไม่ดีที่เราควรหลีกเลี่ยง 1.มีประวัติชำระหนี้ช้า การชำระหนี้ล่าช้า ถือว่าเป็นพฤติกรรมทางการเงินที่ไม่ดีอย่างหนึ่งเลยทีเดียว เพราะแสดงถึงความไม่รับผิดชอบของตัวเรา และอาจจะมองได้ว่าเรานั้นไม่มีความสามารถที่จะรับผิดชอบภาระหนี้ที่เรามีอยู่ได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่าการชำระหนี้ช้านั่นมีแต่ผลเสียต่อตัวเราเอง วิธีป้องกัน พยายามสร้างวินัยให้กับตัวเองในการชำระหนี้คืนในระยะเวลาที่กำหนดไว้จะเป็นการดีที่สุดครับ เพื่อที่ตัวเรานั้นจะได้มีประวัติเครดิตการเงินที่ดีนั่นเอง   2.มีประวัติค้างชำระหนี้ การมีประวัติในส่วนนี้ถูกบันทึกอยู่ในเครดิตบูโรจะมาจากการที่เรานั้น มีการค้างชำระหนี้หลายงวด หรือ มีการขาดชำระหนี้บ่อยๆ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ถือว่าเป็นประวัติเครดิตที่ไม่ดี ที่หากเรามีอยู่ในประวัติเครดิตของเราแล้ว การทำธุรกรรมการเงินกับทางธนาคารก็จะผ่านการอนุมัติยาก เพราะข้อมูลจากส่วนนี้จะทำให้ทางสถาบันการเงินนั้น มองได้ว่าเราไม่มีสามารถที่จะรับผิดชอบหนี้สินที่เรามีได้ อันอาจจะส่งผลให้ถ้าอนุมัติแล้วโอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียสูงนั่นเอง วิธีป้องกัน เราควรที่จะมีวินัยในการชำระหนี้ที่เรามีอยู่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงไม่สร้างหนี้จนเกินกว่าที่เราจะสามารถใช้คืนได้จะเป็นการดีที่สุดครับ แต่หากเรามีประวัติในส่วนนี้ไปแล้ว ข้อมูลเครดิตในส่วนนี้ก็จะอยู่กับเราไปประมาณ 3 ปี แต่ถึงอย่างนั้นเราต้องพยายามจ่ายชำระหนี้ที่เรามีอยู่ให้หมดไปด้วยนะครับ   3.มีภาระหนี้ต่อเดือนมากเกินกว่ารายได้ที่มี การมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนมากจนเกินไป ก็จะส่งผลให้ทางสถาบันการเงินอนุมัติธุรกรรมการเงินที่เรายื่นขอไปได้ยาก เนื่องจากหากเอาภาระหนี้ที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือนนั้นมาเทียบกับรายได้ของเราแล้ว พบว่าเรามีความเสี่ยงสูงที่เราจะไม่มีเงินพอจ่ายชำระหนี้คืนได้นั่นเองครับ ทางแก้มีอยู่ 2 ทางก็คือ เพิ่มรายได้ของเรา เช่น การทำอาชีพเสริมต่างๆ เป็นต้น ใช้หนี้ที่เรามีอยู่ให้หมดก่อน แล้วจึงค่อยยื่นเรื่องกับสถาบันการเงินอีกครั้ง หากมีประวัติเครดิตไม่ดี จะแก้ไขอย่างไรดี? กรณีที่เรามีประวัติข้อมูลเครดิตไม่ดี เช่น การค้างชำระ ผิดนัดชำระ เป็นต้น มีวิธีแก้ไขได้ดังนี้ ชำระหนี้ที่ค้างให้หมด ให้เราทำการติดต่อกับสถาบันการเงินที่เราเป็นหนี้ เพื่อทำการชำระหนี้ที่เรามีอยู่ แต่หากว่าเรานั้นมีหนี้ที่มากจนเกินไป ก็อาจจะขอเจรจาต่อรองกับทางเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ เริ่มสร้างประวัติใหม่ เราต้องเริ่มสร้างวินัยการเงินที่ดีให้กับตัวเราเอง เช่น ชำระหนี้ให้ตรงเวลา อย่าผิดนัดชำระหนี้ เพราะอย่าลืมว่าทุกอย่างจะถูกบันทึกในเครดิตบูโรของเรานั่นเอง เพิ่มเติม เครดิตบูโรไม่มีความเกี่ยวข้องหรือมีสิทธิอนุมัติหรือร่วมตัดสินใจให้สินเชื่อกับใคร หากพบบุคคลใดกล่าวอ้าง เราสามารถแจ้งเรื่องได้ที่ 0-2643-1250 ที่มา https://www.moneyguru.co.th/blog/3-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5    
  • ​​​​​​​ทำความเข้าใจก่อนลงนามในสัญญา​ ก่อนลงนามในสัญญาใด ๆ รวมถึงการขอกู้เงินต้องอ่านทำความเข้าใจและตรวจสอบความถูกต้องของข้อความและเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น​ - วัตถุประส​งค์ในการกู้เงินตรงตามที่ขอกู้​ - ระยะเวลาที่ให้กู้เงินกำหนดวันชำระเงินและความถี่ในการชำระเงิน - จำนวนเงินทั้งที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรถูกต้องตรงกัน - อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเป็นแบบคงที่หรือลอยตัว หากเป็นแบบลอยตัวธนาคารต้องแจ้ง   ประเภทของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น MRR MLR MLR+x% หรือ MLR-x% - ตารางแสดงจำนวนเงินผ่อนต่องวดที่แสดงทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย - ประเภทและรายละเอียดของหลักประกันในสัญญาจำนองหลักประกันว่าตรงตามที่ระบุใน    สัญญาหรือไม่ เงื่อนไขการไถ่ถอนและการเปลี่ยนแปลงหลักประกัน - เงื่อนไขการผิดนัดชำระหนี้ เช่น ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้    เงื่อนไขการยึดหลักประกันเมื่อผิดนัดชำระหนี้ - เงื่อนไขการชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เช่น หากอยากเอาเงินก้อนมาโปะหนี้ก่อนครบอายุ    เงินกู้จะทำได้หรือไม่และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง - รายละเอียดอื่น ๆ เช่น ค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าประเมินราคาหลักประกัน ราคาประเมิน   ของหลักประกัน (ถ้ามี) ค่าใช้จ่ายในการทำประกันวินาศภัยต่าง ๆ​​ ใช้เงินตามวัตถุประสงค์ ควรใช้เงินตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้และไม่ควรแบ่งเงินไปใช้ทำอย่างอื่น เพราะอาจทำให้ไม่มีเงินพอที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจและมีประโยชน์กว่า รวมทั้งอาจทำให้มีรายได้ไม่​พอไปชำระหนี้ตามที่ประมาณการไว้แต่เดิมด้วย หลีกเลี่ยงการชำระเงินแค่ขั้นต่ำ สินเชื่อบางประเภท เช่น บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ผู้ใช้บริการสามารถชำระเงินแค่ขั้นต่ำได้ แต่รู้หรือไม่ว่าจะทำให้เราต้องเป็นหนี้ระยะเวลานาน และต้องเสียดอกเบี้ยเป็นจำนวนมากอีกด้วย ดังนั้น ควรจ่ายเต็มจำนวนหากสามารถจ่ายได้หรือจ่ายให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เราเสียดอกเบี้ย​น้อยที่สุดตัวอย่างการชำระเงินขั้นต่ำ​​ ตรวจสอบความถูกต้องทุกครั้ง ตรวจสอบความถูกต้องของรายการต่าง ๆ เช่น การใช้จ่ายหรือการชำระหนี้ทุกครั้งที่​ได้รับใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงิน หากพบว่าไม่ถูกต้องควรรีบแจ้งเจ้าหนี้เพื่อแก้ไขโดยเร็วและเก็บเอกสารไว้ตรวจสอบกับงวดการชำระเงินถัดไปว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่​ จ่ายเงินตรงเวลาและตามเงื่อนไข​ ควรจ่ายเงินให้ตรงเวลาและตามเงื่อนไขโดยจ่ายให้ตรงตามสัญญาภายในวันที่กำหนด และจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญาเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับเพิ่ม และรักษาประวัติเครดิตให้ดีอยู่เสมอ รวมถึงการไม่จ่ายค่างวดในจำนวนมากกว่าที่ระบุไว้ในช่วงเวลาที่สัญญาห้ามชำระหนี้ก่อนกำหนดเพื่อไม่ให้เป็นการปฏิบัติผิดสัญญา ซึ่งอาจจดใส่​ปฏิทินตั้งโต๊ะ หรือกระดาษติดไว้ในจุดที่ง่ายต่อการมองเห็น หรือใช้ระบบเตือนในโทรศัพท์มือถือก็ได้​​ ชำระหนี้เมื่อมีเงินก้อน หากเจ้าหนี้ไม่ได้คิดเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในกรณีชำระเงินก่อนครบกำหนดชำระ (Prepayment Fee) ก็ควรรีบชำระหนี้เมื่อมีเงินก้อนเพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย แต่ถ้ามีการเรียกเก็บเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆจะต้องคำนวณเปรียบเทียบว่าคุ้มหรือ​ไม่ ถ้าพบว่าไม่คุ้มการจ่ายเงินตามเวลาที่กำหนดไว้ก็น่าจะดีกว่า แจ้งเจ้าหนี้หากเปลี่ยนแปลงข้อมูล อย่าลืมแจ้งเจ้าหนี้ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจทำให้เกิดการเสียประวัติเครดิตได้ เช่น ไม่ได้รับการติดต่อจากผู้ให้สินเชื่อกรณีฉุกเฉิน ไม่ได้รับใบแจ้งหนี้หรือกรณีที่สถาบันการเงินต้องการติดต่อเพื่อจัดทำหนังสือแนบท้ายสัญญาเพื่อปรับเพิ่มค่างวดเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นจนอาจทำให้จำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่องวดต้องเพิ่มขึ้น หากผู้กู้ไม่ทราบและยังผ่อนชำระค่างวดเท่าเดิม ก็อาจต้องเสียเบี้ยปรับหรืออัตราดอกเบี้ยผิดนัด   ที่มา https://www.1213.or.th/th/moneymgt/debtmgt/Pages/debthappily.aspx  
  • แน่นอนว่าการออมเป็นหนทางสู่ความมั่งคั่งในอนาคต แต่การออมในรูปแบบไหนล่ะที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด ?เรามาลองยกตัวอย่างกัน ถ้าออมเงินเดือนละ 4,000 บาท ตั้งแต่อายุ 35 ปี เมื่อเราอายุ 60 ปี เราจะมีเงินเก็บ 3,248,470.58 บาทแต่ถ้าเราออมเงินเร็วขึ้นแค่ 10 ปี ด้วยจำนวนเงินต่อเดือน 2,000 บาท ที่น้อยกว่าถึง สองเท่า !! เมื่อเราอายุ 60 เรากลับมีเงินถึง 3,549,923.04 บาท สูสีกับการออมเงินเดือนละ 4,000 บาท (แอบมากกว่าด้วยนะเนี่ย)นั่นเป็นเพราะผลของดอกเบี้ยทบต้นที่ได้จากการลงทุน เมื่อเวลาผ่านไป ทุนเราจะทำให้กำไรงอกเงย และกำไรตรงส่วนนั้น ก็จะมาเป็นทุนที่ทำให้เรามีกำไรเพิ่มขึ้นมาอีกถ้าลองแยกเงินเก็บของเราอย่างเดียวแล้ว การลงทุน 2,000 บาท เป็นเวลา 35 ปี เราก็จะมีเงิน 840,000 บาท เท่านั้น แต่อีก 1,700,000 บาทนั้น มาจากกำไรของกำไร ซึ่งมากกว่าเงินต้นอยู่มากแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือผลตอบแทนนั้นเอง ถ้าเราไม่ลงทุนอะไรเลย เมื่ออายุ 60 เราก็จะมีเงินเพียงแค่ 840,000 บาท แต่ถ้าเราลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสัก 7% ก็จะทำให้เรามีเงินเพิ่มขึ้นกว่า สองเท่าตัวเลยทีเดียว     เงินจำนวนขนาดนี้เกษียณได้สบายๆ เลยนะ ถ้าใครพร้อมแล้วล่ะก็มาเริ่มต้นออมกันเลยดีกว่า เสียสละความสุขสบายในปัจจุบันเพียงเล็กน้อย เพื่อชีวิตในวัยเกษียณจะได้มีความสุข ไม่ต้องพึ่งพาใครก็สบายใจดีนะ         ที่มา https://aommoney.com/stories/aommoney-ideas/%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B0-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2/1494#jifcm4oe79