รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • การวางแผนทางการเงิน การวางแผนทางการเงินเป็นเครื่องมือที่ช่วยเตรียมความพร้อมและนำชีวิตไปสู่ความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งควรเริ่มจากการปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้เงินอย่างสมเหตุสมผลตั้งแต่วัยเด็กเพื่อบ่มเพาะวินัยทางการเงินไว้ก่อน เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จำเป็นต้องรู้วิธีการวางแผนการจัดสรรรายได้ให้เพียงพอกับการออมเงินตามเป้าหมายและรายจ่ายต่างๆอย่างเหมาะสม เมื่อมีครอบครัวก็จำเป็นต้องดูแลทั้งตนเองและคนในครอบครัว ทำให้ความรับผิดชอบและภาระทางการเงินยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การวางแผนทางการเงินมีความสำคัญมากขึ้น แม้กระทั่งเมื่อเกษียณอายุ ก็ยังต้องวางแผนทางการเงิน เพราะเป็นวัยที่มีรายได้ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังคงอยู่ หรืออาจสูงขึ้นในบางหมวด เช่น การรักษาพยาบาล ซึ่งหากไม่มีการวางแผนที่ดีก็อาจเกิดปัญหาได้ ทั้งนี้ คุณสามารถทดลองทำแบบแบบประเมินความรอบรู้ทางการเงินเพื่อทดสอบว่าปัจจุบันคุณมีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน มีทักษะการจัดการเงินส่วนบุคคลอย่างไร และความรู้พื้นฐานด้านการเงินเพียงพอหรือไม่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนทางการเงินต่อไป ขั้นตอนการวางแผนการเงิน ประเมินฐานะการเงิน สิ่งที่สะท้อนฐานะทางการเงินที่แท้จริงของบุคคลไม่ใช่ สินทรัพย์ที่มีอยู่ แต่เป็น“ความ มั่งคั่งสุทธิ” ซึ่งสามารถประเมินได้โดยการจัดทำบัญชีสินทรัพย์และหนี้สินแล้วนำมาคำนวณ ดังนี้นอกจากนี้ ควรจดบันทึกรายรับรายจ่ายประจำวัน ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นพฤติกรรมทางการเงินของตนเองอย่างชัดเจนขึ้น เพราะทั้งรายได้และค่าใช้จ่ายแต่ละรายการจะถูกแจกแจงออกมา ทำให้เราตระหนักได้ว่าค่าใช้จ่ายประเภทใดสูงเกินไป หรือไม่มีความจำเป็น หรือสามารถตัดออกได้ รวมทั้งทราบว่ารายได้ทางใดน้อยเกินไป หรือสามารถหาทางเพิ่มได้อีก ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ควรมีการตั้งเป้าหมายและกำหนดเวลาที่จะพิชิตเป้าหมายให้ชัดเจน รวมถึงมีการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายให้สอดคล้องกับความสามารถทางการเงินในช่วงเวลานั้น ๆ เช่น หากในขณะนี้เรามีรายได้น้อยหรือภาระทางการเงินมาก ก็อาจเลื่อนเป้าหมายที่ไม่สำคัญออกไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญหรือเร่งด่วนก่อน ควรนำ “สิ่งที่จำเป็นต้องมี” มากำหนดเป็นเป้าหมายก่อน “สิ่งที่อยากได้” โดยเป้าหมายที่ดี ต้องเป็นไปตามหลัก SMART  คือ ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ Specific ควรเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ มีความเฉพาะเจาะจงว่าเราจะทำอะไร เพื่ออะไรMeasurrable สามารถวัดผลเป็นตัวเลขหรือตัวเงินได้ชัดเจน เพื่อให้ทราบถึงความก้าวหน้า ว่าใกล้ถึงเป้าหมายมากน้อยแค่ไหนแล้วAchievable เป็นเป้าหมายที่สามารถทำสำเร็จได้ โดยรู้ว่าต้องทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายRealistic เป็นสิ่งที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงTime Bound มีกรอบเวลาที่แน่ชัด ว่าจะเริ่มเมื่อใด และต้องใช้เวลาเท่าใดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ โดยอาจแบ่งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว จัดทำแผนทางการเงิน ควรมีการจัดทำแผนการบริหารเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น เราจะใช้จ่ายเงินอย่างไร หารายได้เพิ่มเติมจากแหล่งไหน หรือนำไปลงทุนอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยต้องจัดสรรระยะเวลาของแผนให้สัมพันธ์กับรายได้และภาระทางการเงิน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ และไม่กดดันตัวเองจนเกินไป ดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นและมีวินัย เพราะหากขาดการปฏิบัติที่จริงจังและต่อเนื่อง ก็ยากที่จะบรรลุเป้าหมายได้ ตรวจสอบและปรับแผนตามสถานการณ์ ควรหมั่นตรวจสอบอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก ๆ 6 เดือนว่า ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ หรือไม่หากไม่ก็ต้องหาสาเหตุว่า เกิดจากตัวเราหรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่ทำให้ไม่เป็นไปตามแผน แล้วปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หากทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดวินัยทางการเงินและมีความมั่นคงทางการเงินอย่างแน่นอน เคล็ดลับเพื่อความมั่นคงทางการเงิน ควรวางแผนการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายรับ โดยพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมีอะไรบ้าง แล้วกันรายรับส่วนหนึ่งไว้สำหรับเงินออมและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก่อน หากพบว่ารายรับไม่เพียงพอก็ควรหาทางลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้ ควรเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอน มีเงินออมเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉินที่ครอบคลุมรายจ่ายประจำอย่างน้อย 6 เดือน ตรวจสอบสวัสดิการและประกันสุขภาพที่มีอยู่ว่าครอบคลุมแค่ไหน หากไม่เพียงพอ การทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง พิจารณาเรื่องความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต ก่อนตัดสินใจกู้ยืมเงินทุกครั้ง อาจหาแหล่งรายได้เสริมหรือนำสินทรัพย์ที่มีไปลงทุนให้งอกเงยขึ้น หากรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องใช้เงินจำนวนมาก ควรวางแผนเก็บเงินเตรียมไว้แต่เนิ่น ๆ บริหารเงินออมให้งอกเงย เช่น ฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตร ซื้อประกันสะสมทรัพย์ ซื้อกองทุนรวม ฯลฯ ทั้งนี้ ต้องศึกษาและทำความเข้าใจรูปแบบการออม ความเสี่ยง รวมทั้งติดตามข่าวภาวะเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบ เช่น ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย หากใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้อย่างมีวินัย จัดเก็บใบเสร็จเพื่อตรวจสอบและจ่ายเงินให้ตรงตามกำหนด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น การก่อหนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหากมีการบริหารจัดการที่ดี และเลือกก่อหนี้ที่มีประโยชน์ เช่น การกู้ซื้อบ้านหรือกู้เพื่อประกอบอาชีพ อย่างไรก็ตาม ควรประเมินความสามารถในการชำระคืนก่อน โดยภาระการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยของหนี้ทุกประเภทในแต่ละเดือนรวมกัน ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน หากมีหนี้สินเกินตัว ก็ต้องพยายามปลดหนี้ด้วยการประหยัด ทยอยผ่อนชำระ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบและหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง ที่สำคัญไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม หากไม่สามารถชำระคืนได้ ก็ควรหารือกับเจ้าหนี้เพื่อหาทางออกร่วมกัน ที่มา : http://www.1213.or.th/th/moneymgt/finplan/Pages/planningsteps.aspx
  • “จัดสรรงบในการชอปปิ้งให้ดี ใช้บัตรเครดิตที่มีให้เป็น และรู้จักชะลอเวลาในการชอปเพื่อให้ได้ของดี เพียงเท่านี้เราก็สามารถชอปปิ้งได้อย่างสุขใจแบบไม่เป็นหนี้”  “ชอปปิ้ง” คำนี้คงเป็นคำที่หลายๆ คนชอบ เพราะการชอปปิ้งทำให้เราได้สิ่งของใหม่ๆ และอินเทรนด์นำสมัยได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ สำหรับบางคนการชอปปิ้งเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดได้ แต่ถ้าชอปมากเกินไปแบบไม่มีลิมิต แทนที่จะลดความเครียด กลับจะเพิ่มความเครียดให้สูงขึ้น เพราะมีหนี้ตามมากับการชอปปิ้ง แล้วจะชอปอย่างไรไม่ให้เป็นหนี้นั้น K-Expert มีเทคนิคดีๆ มาฝากกันค่ะ จัดสรรงบในการชอปปิ้ง เมื่อคิดจะชอป การกำหนดวงเงินในการชอปเป็นสิ่งสำคัญ ไม่อย่างนั้น เราจะเป็นหนี้จากการชอปปิ้งได้ง่าย แนะนำให้จัดสรรวงเงินให้ชัดเจน เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องสำอาง ฯลฯ ว่าในแต่ละเดือนควรเป็นจำนวนเงินเท่าไร เพื่อไม่ให้ใช้จ่ายเกินงบ นอกจากนี้ แม้ว่าเรามีการกำหนดวงเงินในการชอปแล้ว ก็ควรคิดพิจารณาก่อนชอปว่า สิ่งของนั้นๆ เป็นของที่จำเป็น หรือเป็นเพียงแค่ของที่เราอยากได้ เช่น อยากได้ Tablet แต่จริงๆ ก็มี Smartphone ใช้อยู่แล้ว หากเราต้องการใช้ Tablet เพียงเพื่อเล่นเกม ก็ถือว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ แต่หากต้องการใช้ Tablet เพื่ออ่านหนังสือ หรือทำงานเอกสารต่างๆ ซึ่ง Smartphone ไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ Tablet จะถือว่าเป็นของที่จำเป็น ไม่ใช้เป็นเพียงของที่เราอยากได้ค่ะ ใช้บัตรเครดิตให้เป็น สำหรับนักชอป บัตรเครดิตเป็นตัวช่วยสำคัญในการชอปได้อย่างประหยัดเงินมากขึ้น เพราะเมื่อชอปผ่านบัตรเครดิต เราจะได้รับแต้มหรือเครดิตเงินคืนกลับมา นอกจากนี้ ห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าต่างๆ มักจะจัดโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิตในการซื้อสินค้าผ่านบัตรฯ ซึ่งผู้ถือบัตรมีโอกาสได้รับเงินเครดิตคืนเพิ่มเติมและสิทธิในการผ่อนชำระสินค้าแบบปลอดดอกเบี้ย แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรระวังคือ เมื่อใช้บัตรเครดิตแล้ว การชำระแบบบางส่วน (ไม่เต็มจำนวน) จะทำให้เราพบกับดอกเบี้ยในอัตราสูงถึง 20% ต่อปี ดังนั้น เมื่อรูดใช้บัตรเครดิตและได้รับบิลค่าใช้จ่ายแล้ว ควรจ่ายแบบเต็มจำนวนในระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย เพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ยค่ะ ช้าๆ ได้ของราคาดี บ่อยครั้ง เรามักซื้อของที่อยากได้โดยทันทีเมื่อเห็นของสิ่งนั้นเป็นครั้งแรก แต่รู้หรือไม่ว่า การชะลอเวลาในการชอป จะช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากขึ้น เพราะหากเราไปเจอสินค้ารุ่นใหม่ซึ่งมักขายในราคาเต็ม ไม่จัดโปรโมชั่นลดราคา การรอสักนิดเพื่อซื้อในช่วงที่จัดโปรโมชั่น จะช่วยให้เราซื้อสินค้าชิ้นเดิมได้ในราคาที่ถูกลง นอกจากนี้ การชะลอการซื้อ จะช่วยให้เรามีเวลาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า ของสิ่งนั้นมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน หากยังมีความจำเป็น ก็ค่อยไปซื้อในช่วงที่มีการจัดโปรโมชั่นลดราคาได้ค่ะ  การชอปปิ้งไม่ให้เป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงเพื่อนๆ ปฏิบัติตามเทคนิคทั้ง 3 ข้อที่แนะนำข้างต้น จะสามารถชอปปิ้งได้อย่างมีความสุข แล้วอย่าลืม แบ่งเงินมาชอปผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ อย่างเงินฝาก กองทุนรวม หรือหุ้น เพื่อเป็นการสร้างความสุขและความมั่งคั่งให้กับชีวิตในระยะยาวกันนะคะ ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A047.aspx
  • “เตรียมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยออมไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อความสบายใจ ไร้กังวลเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น”  ความเสี่ยงทางการเงินที่พร้อมจะสร้างความเสียหายให้กับเราได้ตลอดเวลา คือ อุปนิสัยการใช้จ่ายเงินล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิต หรือที่เรียกว่า “การใช้เงินในอนาคต” สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความต้องการที่มีมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน รายได้ที่ได้รับไม่สามารถเพิ่มได้ทันกับความต้องการ ทั้งความอยากได้ อยากมี และอยากเป็นเหมือนกับคนอื่น คนส่วนใหญ่ที่ได้เงินมามักนำมาใช้จ่าย ท่องเที่ยว หรือซื้อความสะดวกสบายก่อน ภาพที่สะท้อนคำพูดนี้ได้ชัดคือ ช่วงหลังจากเงินเดือนออก ท้องถนนจะเต็มไปด้วยรถยนต์ ยิ่งตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำจะเป็นช่วงที่ขายดีกว่าช่วงอื่น พอมาถึงสิ้นเดือนเมื่อเงินในกระเป๋าลดน้อยลง เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินไม่พอใช้ ก็เริ่มสร้างหนี้จากบัตรกดเงินสดบ้าง บัตรเครดิตบ้าง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยการใช้เงินของคนในปัจจุบัน แล้วนิสัยการใช้เงินของตัวคุณเองเป็นเหมือนคนส่วนมากที่มักนำเงินในอนาคตมาสร้างหนี้สินอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากเราเป็นผู้หนึ่งที่มีนิสัยการใช้เงินล่วงหน้า หรือใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ไม่เริ่มคิดออมเงินเสียแต่เนิ่นๆ ก็สามารถคาดการณ์อนาคตได้เลยว่า คงต้องเป็นหนี้จากการใช้เงินอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น ควรเตรียมเงินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา สำหรับเงินสำรองที่ใช้เพื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรเป็นเงินออมที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อความคล่องตัวในการใช้โดยไม่ลดมูลค่าลง ทั้งนี้ สามารถออมในรูปของบัญชีออมทรัพย์ บัญชีเงินฝากประจำ หรือกองทุนรวมตลาดเงินที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทางการเงินระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี ซึ่งการลงทุนในกองทุนรวมมีข้อได้เปรียบกว่าบัญชีเงินฝากตรงที่ ได้รับการยกเว้นภาษีจากการลงทุน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งไม่มีใครคาดคิด ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร และมีความรุนแรงเพียงใด จึงควรมีการกันเงินสำรองไว้ไม่น้อยกว่า 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว เช่น น้ำท่วมบ้านเสียหาย ลูกเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล หรือแม้แต่ถูกเลิกจ้างอย่างปัจจุบันทันด่วน เงินสำรองที่มีอยู่นี้จะนำมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายซ่อมแซมบ้าน ค่ารักษาพยาบาลลูก รวมถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นต่างๆ ในครอบครัว ไม่ต้องบากหน้าไปกู้ยืมญาติพี่น้อง หรือใช้เงินสำรองจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ที่ต้องเสียดอกเบี้ยสูงลิบลิ่ว  ส่วนการเก็บเงินสำรองสถานการณ์ยามฉุกเฉินจะทำได้อย่างไรนั้น ในเมื่อทุกวันนี้รายได้ที่ได้รับยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่มี อย่างแรกที่ต้องเริ่มลงมือทำ คือ การทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย ในแต่ละเดือน ว่ามีเงินเข้ามาเท่าไร และลองสังเกตพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองดูว่า เราใช้จ่ายมากในเรื่องใด รายจ่ายนั้นสำคัญหรือไม่ สามารถลดได้ไหม เพื่อเป็นการใช้เงินที่มีอย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อให้สามารถเก็บเงินสำรองให้สำเร็จ จึงต้องแบ่งรายได้ที่ได้รับบางส่วนเป็นเงินออมก่อนการใช้จ่าย เพื่อให้สามารถออมเงินได้ และหากเงินออมที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ อาจหาทางเพิ่มรายได้จากการทำงาน เพื่อให้มีเงินสดสำรองยามฉุกเฉินมากขึ้น และที่สำคัญต้องตระหนักไว้เสมอว่า เงินทองไม่ใช่ของร้อน เมื่อได้มา ไม่ต้องรีบใช้ให้หมดไป ควรคำนึงถึงอนาคตข้างหน้า หากต้องการใช้เงินสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วไม่มีเงินสำรอง จะทำอย่างไร เงินที่สะสมในปัจจุบันนี้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัวหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่หลงกลับไปนำเงินในอนาคตมาใช้จ่าย อย่างเช่นที่ผ่านมา เงินสำรองยามฉุกเฉินนี้เป็นเงินก้อนแรกที่ทุกๆ คนควรจะมีไว้เพื่อช่วยตอบปัญหาความต้องการใช้เงินยามเร่งด่วนได้เป็นอย่างดี หากคุณยังไม่เริ่มต้นที่จะเก็บเงินก้อนแรกนี้ เคยคิดต่อหรือไม่ว่า เงินที่ใช้สำหรับปลายทางของชีวิตจะเป็นอย่างไร รูปแบบการเกษียณอายุอย่างเป็นสุข คงเป็นเรื่องยากอย่างแน่นอน เพราะคุณต้องลำบาก ทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพตลอดจนวาระสุดท้ายของชีวิต นอกเสียจากว่าจะมีเงินถุงเงินถัง หรือมีมรดกช่วยหนุนหลัง แต่หากเราปรับเปลี่ยนนิสัยการใช้จ่ายเงิน ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ยอมออมเงินในวันนี้ เพื่อเก็บไว้ใช้ในวันข้างหน้า ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นการออมเงินที่ดี และเป็นการเตรียมความพร้อมทางการเงินสำหรับอนาคตในวันหน้าได้ ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A041.aspx  
  • “เมื่อคิดจะก่อหนี้ ควรพิจารณาให้รอบคอบถึงความจำเป็นในการก่อหนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระ ระยะเวลาในการผ่อนชำระ และความสามารถในการผ่อนชำระ”  ใครบ้างที่อยากเป็นหนี้ ? คำถามนี้ ถามใครๆ ก็คงไม่มีใครอยากเป็น แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า แม้ไม่อยากเป็นหนี้ แต่ก็อาจต้องติดกับหนี้ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการพื้นฐาน บ้าน รถ หรือในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องการใช้เงินด่วน ดังนั้น ก่อนที่จะก่อหนี้อะไร ควรพิจารณาหลายๆ อย่างด้วยกัน เมื่อต้องก่อหนี้ซื้อบ้าน  บ้านเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ สำหรับทุกคน แต่การจะซื้อบ้านด้วยเงินสดอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีราคาค่อนข้างสูง บางคนต้องเก็บเงินทั้งชีวิตเพื่อให้ได้มีบ้านสักหลัง ซึ่งสถาบันการเงินเข้าใจถึงข้อจำกัดนี้จึงได้ออกแบบให้การผ่อนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีระยะเวลาผ่อนชำระยาวนานกว่าสินเชื่อประเภทอื่น แต่จะนานแค่ไหนส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับอายุของผู้ขอสินเชื่อ โดยสูงสุดมักไม่เกิน 30 ปี สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะคิดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันไป แต่มักใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแบบลอยตัว (Floating Rate) เช่น MLR (Minimum Loan Rate) หรือ MRR (Minimum Retail Rate) ในการขอสินเชื่อบ้านจะสามารถกู้ได้วงเงินเท่าไรนั้น สถาบันการเงินจะพิจารณารายได้และภาระผ่อนหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยภาระผ่อนสินเชื่อทั้งหมดทุกประเภทรวมกันไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน ถ้าเกิดเราไม่มีภาระผ่อนใดๆ เลย ก็มีโอกาสขอสินเชื่อบ้านได้ในวงเงินที่สูงขึ้น และโดยทั่วไปจะกู้ได้ไม่เกิน 80 – 90% ของมูลค่าบ้าน ดังนั้น เมื่อตัดสินใจกู้ซื้อบ้านจะต้องเตรียมเงินก้อนหนึ่งเพื่อดาวน์บ้าน อย่างน้อย 10-20% ของมูลค่าบ้าน  อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงแค่เตรียมเงินเพื่อดาวน์บ้านเท่านั้น ยังต้องเตรียมเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายในการโอนจ่ายให้กรมที่ดิน 2% ของราคาประเมิน ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถตกลงกันว่าใครจะเป็นคนจ่าย หรือจ่ายคนละครึ่ง ค่าธรรมเนียมในการจดจำนอง 1% ของสัญญาจำนอง ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ ค่าประกันอัคคีภัยประมาณ 0.35% ของราคาบ้าน ค่าประเมินหลักประกันประมาณ 3,000 บาท ค่ามิเตอร์น้ำ และไฟฟ้า ประมาณ 7,000 บาท ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โครงการมีการเรียกเก็บ ซึ่งอาจต้องจ่ายล่วงหน้าเป็นปี 3 ปี หรือ 5 ปี ตามแต่ละโครงการ ค่าตกแต่งภายใน ซึ่งขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ยังมีข้อควรคำนึงถึงก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ทำเลที่ตั้ง ขนาดของบ้าน ความสะดวกในการเดินทาง ราคา และความน่าเชื่อถือของโครงการ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการซื้อบ้านด้วยการขอสินเชื่อ คือ ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของเรา ลองคำนวณดูว่าเงินคงเหลือในแต่ละเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายจำเป็นและหนี้สินอื่นๆ เพียงพอสำหรับการผ่อนบ้านแค่ไหน เพราะการซื้อบ้านที่ถูกใจแต่เกินกำลังอาจนำมาซึ่งปัญหาทางการเงิน ทำให้สุดท้ายอาจไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่บ้านในฝัน ก่อหนี้เพื่อซื้อรถยนต์ แม้ปัจจุบันจะมีระบบขนส่งสาธารณะหลากหลายรูปแบบเป็นทางเลือกในการเดินทาง แต่รถยนต์ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิตของใครหลายๆ คน ถือเป็นสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่มีราคาไม่น้อย สถาบันการเงินจึงมีบริการสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งมีทั้งสินเชื่อรถใหม่และสินเชื่อรถใช้แล้วให้เลือกใช้บริการ รถใหม่ สถาบันการเงินมักให้สินเชื่อประมาณ 75-80% ของราคารถยนต์ อีก 20-25% ผู้ซื้อต้องวางเงินดาวน์ รถใช้แล้ว วงเงินสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับสภาพรถ ระยะทาง อายุการใช้งาน และภาวะเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อรถใช้แล้วจะสูงกว่าสินเชื่อรถใหม่ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่าหากต้องนำรถใช้แล้วมาขายทอดตลาด สินเชื่อรถยนต์มีลักษณะเป็นการเช่าซื้อ ซึ่งผู้เช่าซื้อต้องจ่ายเงินเป็นงวดๆ โดยสามารถนำรถมาใช้งานได้ก่อนแม้ยังผ่อน ไม่หมด แต่กรรมสิทธิ์ในรถจะยังไม่เป็นของผู้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระเงินครบตามสัญญา ส่วนการคิดดอกเบี้ยส่วนใหญ่คิดแบบดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ซึ่งคิดจากเงินต้นทั้งจำนวนและระยะเวลาการผ่อนชำระทั้งหมด ก่อหนี้เพื่อความจำเป็นฉุกเฉิน บางครั้งเราอาจไม่ตั้งใจก่อหนี้ แต่มีความจำเป็นบางอย่างเข้ามาในชีวิตและเราอาจตั้งรับไม่ทัน อย่างเช่น ประสบอุบัติเหตุ รถเสีย น้ำท่วม ดังนั้น การก่อหนี้ในลักษณะนี้ จึงเป็นลักษณะเร่งด่วน ซึ่งเราสามารถเลือกใช้สินเชื่อดังต่อไปนี้ บัตรกดเงินสด (Emergency Cash Advance) เป็นบัตรที่ให้วงเงินกู้สำหรับการกดเงินสด มีข้อดีคือ หากมีความจำเป็นต้องการใช้เงินเร่งด่วน สามารถเบิกถอนเงินได้ที่ตู้เอทีเอ็ม โดยทั่วไปไม่มีค่าธรรมเนียมในการกดเงิน สำหรับอัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดจะอยู่ที่ 20-28% ต่อปี ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงิน ซึ่งสามารถจ่ายคืนขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 5% ของยอดใช้จ่าย ทั้งนี้ ดอกเบี้ยจากบัตรกดเงินสดจะเริ่มคิดเมื่อมีการกดถอนเงินสดออกมาใช้จ่าย ถ้าไม่มีการกดเงินสดก็จะไม่มีค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยจ่าย ดังนั้น การทำบัตรกดเงินสดติดตัวไว้เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนยามต้องการเงินฉุกเฉินได้ บัตรเครดิต (Credit Card) บัตรเครดิตเป็นบัตรที่ช่วยให้ชีวิตมีความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอย ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากทำให้มีความปลอดภัยในการใช้จ่ายมากขึ้น ได้ใช้ของก่อนและชำระเงินคืนในภายหลัง แต่หากเรามีความจำเป็นต้องใช้เงินสด ก็สามารถนำบัตรเครดิตไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้ไม่เกินวงเงินที่ได้รับอนุมัติ อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้บัตรเครดิตไม่สามารถชำระเงินเมื่อครบกำหนดได้เต็มจำนวน โดยชำระเพียงบางส่วน หรือจ่ายเพียงยอดขั้นต่ำ 10% หรือมีการกดเงินสดจากบัตรเครดิต จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงถึง 20% ต่อปี โดยดอกเบี้ยจะคำนวณจากยอดหนี้เต็มจำนวนตั้งแต่วันที่รูดซื้อสินค้า หรือบางสถาบันการเงินเริ่มคิดจากวันที่ผู้ออกบัตรสำรองจ่ายเงินให้แก่ร้านค้า วันสรุปยอดรายการ หรือวันที่ต้องชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ สำหรับการกดเงินสด จะคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่กดเงินสดจนถึงวันที่ชำระเงิน ทั้งนี้ การกดเงินจากบัตรเครดิตยังมีค่าธรรมเนียมการกดเงินสดอยู่ที่ 3% ของยอดเงินที่กดอีกด้วย สินเชื่อส่วนบุคคล  เป็นสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้แก่บุคคลธรรมดาเพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการเพื่อการบริโภค (ไม่รวมรถยนต์และรถจักรยานยนต์) โดยไม่ต้องมีหลักประกัน สินเชื่อประเภทนี้มีหลายรูปแบบ เช่น ทำสัญญาและรับเงินไปทั้งก้อน หรือทำสัญญาเพื่อรับวงเงินหมุนเวียนแล้วใช้บัตรกดเงินสดทยอยกดเงินออกมาเท่าที่ต้องการจะใช้ในแต่ละครั้ง หรือทำสัญญาเช่าซื้อสินค้าเป็นรายชิ้น โดยผู้ให้สินเชื่อสามารถอนุมัติวงเงินให้ผู้ขอสินเชื่อแต่ละรายได้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน หรือของกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากเฉลี่ยย้อนหลังไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งผู้ให้สินเชื่อจะเป็น ผู้กำหนดเองว่ารายได้หรือกระแสเงินสดเฉลี่ยเท่าไร จึงจะรับพิจารณาให้สินเชื่อ สำหรับอัตราดอกเบี้ยรวมค่าปรับกรณีชำระล่าช้า ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 28% ต่อปี โดยคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ซึ่งผู้ให้สินเชื่ออาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นตามที่จ่ายจริงและตามสมควร เช่น ค่าติดตามทวงหนี้ ค่าอากรแสตมป์ เป็นต้น ประเภทบัตร เหมาะกับความต้องการ อัตราดอกเบี้ย คิดดอกเบี้ยเมื่อ อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ระยะเวลาการผ่อนชำระ  บัตรกดเงินสด เงินฉุกเฉิน 20 - 28% กดเงินสด 5% 500 บาท ไม่กำหนด บัตรเครดิต รูดซื้อของ 20 % (บวกอีก 3 % เมื่อกดเงินสด ไม่ชำระเต็มจำนวน(วันที่กดเงินสด) 10%/1,000 บาท ไม่กำหนด สินเชื่อส่วนบุคคล เงินก้อน 16 - 28% ได้ร้บเงินก้อน 3% 12-60 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงินกำหนด จะก่อหนี้อะไร ควรพิจารณาให้รอบคอบ และควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน เพื่อลดการก่อหนี้และภาระดอกเบี้ยจ่ายโดยไม่ตั้งใจ  ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A022.aspx
  • “สอนลูกให้ใช้เงินเป็น ไม่ใช่เรื่องยาก หากปลูกฝังวิธีใช้จ่ายและเก็บออมแต่เด็ก โดยมีพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของลูก”  ลูกนับว่าเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ทุกคน การจะเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่และประสบความสำเร็จต้องอาศัยการสั่งสอนในหลายๆ เรื่อง และเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ควรละเลยคือ การสอนลูกให้ใช้เงินเป็น เพราะในอนาคตเมื่อลูกเติบโตขึ้น แต่ไม่รู้จักวิธีใช้หรือบริหารเงินที่ถูกต้อง เงินที่มีอยู่ก็มีโอกาสที่จะลดลงได้ง่าย เราจึงนำ 8 เทคนิคง่ายๆ เพื่อสอนเรื่องการใช้เงินเบื้องต้นมาฝากกันค่ะ ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ช่วยให้เด็กรู้ว่า เงินค่าขนมที่ได้รับในแต่ละวันถูกใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง เช่น ค่าขนม ค่าอาหาร หรือค่าเดินทาง หากเงินที่ได้รับในแต่ละวัน ไม่พอใช้จ่าย บัญชีรายรับรายจ่ายจะช่วยให้รู้ว่า ควรปรับลดค่าใช้จ่ายส่วนใด เพื่อให้เงินค่าขนมที่ได้รับในแต่ละวันเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นค่ะ ออมก่อนใช้ เมื่อได้รับเงินค่าขนม เด็กๆ มักจะใช้เงินที่มีจนหมด และไม่เหลือเก็บออม การสอนให้ลูกออมเงินเพื่อเป้าหมายต่างๆ เป็นสิ่งที่จะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการออมของลูกได้ เช่น หากลูกอยากได้จักรยานราคา 1,500 บาท พ่อแม่ควรสอนให้ลูกออมเงิน โดยออมก่อนใช้ เช่น ลูกได้รับเงินค่าขนมสัปดาห์ละ 300 บาท ก็ให้หักเงินมาออมสำหรับค่าจักรยานก่อนใช้จ่ายสัปดาห์ละ 30 บาท จะช่วยให้ลูกสามารถออมเพื่อจักรยานได้ภายใน 1 ปี ซึ่งจะทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจกับของที่ซื้อได้ด้วยเงินเก็บของตัวเอง ซื้อเฉพาะสิ่งของที่จำเป็น ของเล่นกับเด็กมักเป็นของคู่กัน บ่อยครั้งที่พ่อแม่มักใจอ่อนเมื่อลูกร้องขอให้ซื้อของเล่นที่ตนอยากได้ การซื้อของเล่นให้เป็นประจำจะทำให้ลูกไม่รู้จักค่าของเงิน และอาจสร้างนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือยให้เกิดขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ การปฏิเสธคำขอร้องให้ซื้อของเล่นและอธิบายถึงการใช้เงินในการซื้อของที่จำเป็นจะช่วยสร้างนิสัยที่ดีในการใช้จ่ายเงิน อย่าซื้อสินค้าเพราะของแถม สติ๊กเกอร์ ของเล่น หรือตุ๊กตา ของแถมเหล่านี้มักล่อใจให้เด็กๆ ซื้อขนมเกินความจำเป็น บางคนถึงขนาด ทิ้งขนมเพื่อเอาแต่ของแถมเลยก็มี พ่อแม่จึงควรสอนให้ลูกอย่าซื้อขนมเพื่อของแถม เพราะเป็นการใช้จ่ายเงินที่สิ้นเปลือง โดยควรเก็บเงินที่จะซื้อขนมพ่วงของแถมมาออมเพื่อซื้อของเล่นชิ้นใหญ่จะดีกว่า รู้จักการซื้อของแบบปลีกและส่ง เทคนิคในการซื้อของอย่างประหยัดคือ ซื้อแบบหลายชิ้นหรือยกโหลจะได้ราคาต่อชิ้นที่ถูกกว่าซื้อแบบชิ้นเดียว โดยเทคนิคนี้จะใช้ได้ดีกับของที่ใช้เป็นประจำ เช่น ดินสอ สมุด  อย่างไรก็ดี ของบางอย่างไม่จำเป็นต้องซื้อยกโหล เพราะมีอายุการใช้งานที่นาน เช่น ยางลบ ไม้บรรทัด การซื้อแบบยกโหลอาจทำให้ซื้อของมากเกินความจำเป็น ซื้อสดดีกว่าซื้อผ่อน โดยทั่วไปการซื้อของด้วยเงินผ่อนจะใช้เงินมากกว่าการซื้อเงินสด เพราะมีดอกเบี้ยเพิ่มเข้ามา ดังนั้น หากยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้สินค้า อาจเก็บเงินไปก่อนเพื่อซื้อด้วยเงินสด เพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ย และไม่ต้องเป็นหนี้ รู้จักกับการใช้บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต บ่อยครั้งที่พ่อแม่มักทำบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตให้ลูกไว้กดเงินหรือรูดซื้อสินค้าต่างๆ แต่การใช้บัตรเหล่านี้อย่างไม่ระมัดระวังอาจทำให้ลูกใช้เงินเกินตัว พ่อแม่จึงควรสอนให้ลูกใช้บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตเพื่อซื้อสินค้าที่จำเป็น ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แบ่งปันให้กับผู้ด้อยโอกาส เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นมักจะมีของเล่นที่ไม่ใช้แล้ว การนำของเล่นเหล่านี้ไปบริจาคให้กับผู้ด้อยโอกาส เช่น สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือ เด็กพิการ นอกจากจะใช้ของเล่นที่มีอยู่ให้คุ้มค่าแล้ว ยังเป็นการสอนให้ลูกรู้จักการแบ่งปันให้กับผู้อื่น และยังให้ลูกได้รู้ถึงคุณค่าของสิ่งของหรือของเล่นที่ตนเองมี การสอนลูกเรื่องใช้จ่ายเงินไม่ใช่เรื่องยาก โดยพ่อแม่สามารถสอนสิ่งเหล่านี้ให้กับลูกได้ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมศึกษาไปจนถึงมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ พ่อแม่สามารถสอนลูกให้รู้จักกับการออมและลงทุน เช่น การเปิดบัญชีเงินฝาก หรือการเริ่มต้นในกองทุนรวม เพื่อช่วยให้เงินที่เก็บออมมางอกเงยเป็นเงินก้อนใหญ่ได้รวดเร็วขึ้นค่ะ ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Kid_A019.aspx