รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  •   10 นิสัยทางการเงินที่ควรเริ่มในวันนี้ !!1.นิสัยกำหนดงบประมาณ นิสัยข้อนี้เป็นนิสัยพื้นฐานของคนที่ต้องการมีความสำเร็จทางการเงิน ในแต่ละเดือนคุณควรกำหนดงบประมาณสำหรับรายจ่ายต่างๆ งบประมาณค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่ากินอยู่ ท่องเที่ยว และอื่นๆ และงบประมาณสำคัญที่สุดที่คุณควรตั้งคือ งบเงินออม เงินลงทุนในแต่ละเดือนครับ2.นิสัยไม่ใช้เงินเกินตัว ปัญหาทางการเงินของคนยุคนี้หนึ่งปัญหาคือปัญหาเรื่องบัตรเครดิต หากคุณต้องการมีความสำเร็จทางการเงิน คุณต้องใช้บัตรเครดิตให้เป็น บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย ไม่ใช่เป็นอุปกรณ์ในการให้คุณใช้เงินเกินกว่าที่คุณมีนะครับ3.นิสัยการจ่ายบิลต่างๆตรงเวลา บิลค่าใช้จ่ายต่างๆที่คุณต้องจ่าย ไม่ว่าจะค่านำ้ ค่าไฟ ค่าผ่อนต่างๆ รวมทั้งสลิปเรื่องบัตรเครดิตที่คุณต้องจ่ายทุกเดือน สร้างนิสัยจ่ายตรงเวลาเถอะครับ เดี๋ยวนี้มีระบบช่วยเตือนคุณมากมาย ตั้งเวลาเตือนเลยครับ ยังไงๆก็ต้องจ่าย จ่ายช้าบางทีเกิดลืมจ่ายเข้าไปอีก อาจทำให้คุณมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากดอกเบี้ย หรือค่าปรับนะครับ4.นิสัยออมเงินอัตโนมัติ วินัยในการออมและการลงทุนจะช่วยให้คุณมีโอกาสสำเร็จทางการเงิน ระบบการออมอัตโนมัติคือระบบที่จะช่วยสร้างวินัยให้คุณ หาทางที่จะสร้างระบบที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากของคุณ เพื่อไปออมหรือลงทุนทุกๆเดือน เช่นหักบัญชีซื้อกองทุน หักบัญชีย้ายมาฝากประจำ เข้าระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักบัญชีออมเงินในกรมธรรม์ วิธีนี้จะช่วยให้คุณมีเงินเก็บอย่างแน่นอน5.นิสัยตรวจสอบราคาก่อนซื้อ เวลาที่คุณจะซื้ออะไร อย่ารีบร้อนตัดสินใจซื้อทันที เช็คราคาก่อนที่จะซื้อหน่อยดีไหม เดี๋ยวนี้แค่คุณกดหาเข้าไปที่สมาร์ทโฟนที่อยู่ในมือคุณ ไม่กี่นาทีคุณก็สามารถตรวจสอบราคาของที่คุณจะซื้อได้แล้ว ว่าราคามันถูกหรือแพงกว่าแหล่งอื่นๆ มันช่วยให้คุณประหยัดเงินที่ต้องจ่ายได้พอสมควรเลย6.นิสัยตรวจสอบรอยรั่วของเงินคุณเสมอๆ การจดบันทึกค่าใช้จ่าย จะทำให้คุณรู้ว่า เงินที่คุณหามาอย่างยากลำบาก มันไหลไปทางใดมั่ง จำนวนเท่าไหร่ มันจะช่วยให้คุณรู้จุดอ่อนทางการเงินของคุณ คุณจดบันทึกค่าใช้จ่ายของคุณไปสักสองสามเดือน แล้วคุณจะประหลาดใจมากๆกับรายจ่ายบางอย่างของคุณแน่นอน7.นิสัยจ่ายหนี้ที่คุณมี การจ่ายหนี้ต่างๆที่คุณมี ควรเป็นความสำคัญลำดับแรกๆเรื่องเงินของคุณ การจ่ายหนี้ไม่ตรงเวลาหรือไม่จ่ายหนี้ จะทำให้เครดิตของคุณเสียหาย ซึ่งจะมีผลต่อการขอกู้หนี้ที่จำเป็นของคุณในอนาคต อย่างเช่นกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ นอกจากนั้นมันยังทำให้คุณมีรายจ่ายเรื่องดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกด้วย8.นิสัยสร้างกองทุนเงินฉุกเฉิน บางทีคุณอาจไม่เคยฉุกเฉินเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ต้องเตรียม รายจ่ายพวกนี้คุรไม่อาจรู้เลยว่ามันจะมาเมื่อไร อย่างค่าซ่อมรถ ซ่อมบ้าน ค่ารักษาพยาบาลของตัวเองและคนในบ้าน เผื่อเงินก้อนนี้ไว้มั่งนะครับ ฉุกเฉินขึ้นมาแล้วไม่มีใช้จะยุ่งนะ9.นิสัยเก็บออมเงินเพื่อเกษียณ เรื่องเกษียณเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายถ้าคุณไม่ได้เตรียมเงิน การแบ่งเงินมาเก็บ มาออม มาลงทุนเพื่อเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องที่คุณควรทำเป็นอย่างยิ่ง การออมเงินจำนวนน้อยๆแต่ต่อเนื่อง จะช่วยให้คุณมีเงินเพื่อวันเกษียณที่ยังไงๆก็มาถึงแน่นอน10.นิสัยไม่ประมาททางการเงิน ความประมาทเป็นบ่อเกิดของความล้มเหลวทุกอย่าง คุณต้องระมัดระวังค่าใช้จ่ายใหญ่ๆที่อาจเกิดขึ้น ที่อาจทำให้คุณเกิดความเสียหายทางการเงินอย่างรุนแรง เช่นค่ารักษาพยาบาลการเจ็บป่วยร้ายแรง ที่คุณป้องกันได้โดยการทำประกัน หรือป้องกันความประมาทในเรื่องการลงทุนที่คุณไม่ได้เข้าใจจริง ด้วยความไม่โลภ หมั่นหาความรู้เรื่องการลงทุนที่ถูกต้องสม่ำเสมอ หากคุณไม่ประมาทเสียอย่าง ก็จะไม่มีทางที่จะมีอะไรมาหยุดยั้งความรำ่รวยของคุณได้เลยอ่านถึงตรงนี้คุณมีนิสัยเรื่องเงินข้อไหนที่บอกไปแล้วบ้างครับ ถ้ามีแล้วทำให้มีมากขึ้น ถ้าไม่มีก็รีบทำให้มีนะครับ ความสำเร็จทางการเงินอยู่ข้างหลังนิสัยการเงินดีๆเหล่านี้ครับ   มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer   ที่มา : https://www.stock2morrow.com/article-detail.php?id=1222
  •   ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีการใช้บัตรเครดิตที่ถูกต้อง ใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตจนเพลิน เหตุเพราะมันง่าย สะดวก และรวดเร็ว รวมไปถึงไม่รู้สึกเหมือนหยิบเงินออกจากกระเป๋าเลย ได้สินค้ามาโดยที่เงินยังอยู่ในบัญชีครบถ้วน ซึ่งแน่นอนเป็นการนำเงินจากอนาคตมาใช้ หากไม่ยับยั้งชั่งใจและรูดบัตรเครดิตกระหน่ำไม่ยั้ง อาจจะทำให้ไม่มีเงินจ่ายหนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สถิติหนี้ครัวเรือนของคนไทยนั้นมียอดพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายอย่างที่ คนใช้บัตรเครดิต ไม่เคยทำ จนกลายเป็นหนี้หัวโต จะมีอะไรบ้างนั้น ตาม MoneyGuru.co.th มาดูกันได้เลย จ่ายบิลบัตรเครดิตเต็มจำนวน   แน่นอนว่าเป็นสิ่งแรกที่คนใช้บัตรเครดิตมากมายไม่ค่อยทำ คือการชำระบัตรเครดิตแบบเต็มจำนวน คนทั่วไปมักจะคิดว่าใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าไปก่อน แล้วค่อยไปผ่อนบัตรเครดิตเอาทีหลังสบายกว่า ได้ของมาใช้เลยทันทีด้วย โดยไม่นึกถึงความน่ากลัวของดอกเบี้ยมหาโหด 20% ต่อปีเลยสักนิด กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สายไปเสียแล้ว คุณรู้หรือไม่ เงินต้นแค่ 20,000 บาท หากคุณชำระบัตรเครดิตแบบขั้นต่ำ คุณต้องใช้เวลานานถึง 4 ปี จึงจะใช้คืนหมด นี่ยังไม่นับรวมหนี้อื่น ๆ ที่คุณจะก่อไปอีกในอนาคตนะ ดังนั้น การจ่ายแบบเต็มจำนวนคือสิ่งที่สมควรทำอย่างที่สุดในการใช้บัตรเครดิต หากคุณไม่อยากแบกภาระดอกเบี้ยที่จะตามมา เก็บเงินสดเท่าจำนวนที่ใช้จ่ายบัตรเครดิต คนส่วนใหญ่ ใช้บัตรเครดิตแทนการใช้เงินสด แล้วนำเงินสดที่มีไปใช้จ่ายอย่างอื่น โดยลืมนึกไปว่าเงินสดเหล่านั้น ต้องนำไปชำระบัตรเครดิต จนเมื่อถึงเวลาจริง ๆ ก็ไม่มีเงินไปใช้หนี้ สุดท้ายก็ต้องจ่ายเพียงขั้นต่ำ เป็นหนี้มีดอกเบี้ยซึ่งใช้เวลานานเป็นปี ๆ กว่าจะใช้คืนหมด จะเห็นได้ว่า การใช้บัตรเครดิตจำเป็นต้องมีการวางแผน ระมัดระวัง และมีวินัยอย่างมาก จึงจะได้รับประโยชน์ของบัตรเครดิตแทนที่จะได้รับโทษ ทางที่ง่ายที่สุดคือ ใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตไปเท่าไหร่ ก็เก็บเงินสดเอาไว้เท่านั้น และเมื่อถึงเวลาก็นำไปชำระบัตรเครดิตเสีย เพียงเท่านี้ คุณก็ไม่ต้องเป็นหนี้บัตรเครดิตให้ปวดหัวแล้ว ตรวจเช็กบัญชีบัตรเครดิต สาเหตุหนึ่งที่คนเป็นหนี้หัวโตเพราะไม่เคยตรวจเช็กบัญชีบัตรเครดิตเลย ทำให้ไม่เคยรู้เลยว่าใช่จ่ายไปมากเท่าไหร่แล้ว มากเกินกว่าที่คุณจะใช้คืนไหวหรือเปล่า รู้ตัวอีกทีก็ลมแทบจับ เมื่อเห็นบิลเรียกเก็บเงินมาส่งที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน คุณควรตรวจเช็กรายการใช้จ่ายบัตรเครดิตอย่างสม่ำเสมอ จะได้รู้ว่าคุณใช้จ่ายเกินงบไปหรือยัง มีเงินเพียงพอจะชำระหนี้ตอนสิ้นเดือนหรือไม่ นอกจากนี้ หากมีหนี้งอกจากการโจรกรรมบัตรเครดิต คุณก็จะรู้ตัวได้ทัน รีบดำเนินการแจ้งความและติดต่อธนาคารอายัดบัตรไม่ให้หนี้ที่คุณไม่ได้ก่อลุกลาม ตั้งงบประมาณการใช้บัตรเครดิต การใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธี สิ่งหนึ่งคือการตั้งงบประมาณในการใช้บัตรเครดิตในแต่ละเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้คุณใช้จ่ายเกินตัว โดยงบประมาณนี้ไม่มีกำหนดตายตัวว่าจะต้องเป็นเท่าไหร่ แต่สำคัญคือต้องไม่เกินรายได้ต่อเดือนของคุณ ตอนสิ้นเดือนคุณจะได้มั่นใจว่ามีเงินชำระหนี้คืนอย่างแน่นอน แต่เงินเดือนนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตอย่างเดียว แต่ต้องนำไปใช้จ่ายอย่างอื่นด้วย สิ่งที่เราอยากจะแนะนำ ตั้งงบประมาณการใช้บัตรเครดิตเอาไว้เพียง 20-40% ของรายได้ ก็จะทำให้คุณสามารถชำระบัตรเครดิตได้แบบเต็มจำนวนโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้โดยไม่จำเป็นนั่นเอง สมัครบัตรเครดิตแต่พอดี บางคนเมื่อผ่านเกณฑ์การสมัครบัตรเครดิต ก็ตื่นเต้นอยากจะมีบัตรเครดิตเพราะมันดูโก้ ทำให้สมัครแบบไม่ลืมหูลืมตา ที่ไหนมีก็สมัครหมด จนมีบัตรเครดิตเต็มกระเป๋าสตางค์ และรู้ ๆ กันอยู่ว่าบัตรเครดิตหนึ่งใบมีวงเงินได้สูงสุดถึง 5 เท่าของเงินเดือน เมื่อมากใบก็ทำให้มีวงเงินเอาไว้ใช้จ่ายมากเกินรายได้ไปไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า หากใช้จนเต็มวงเงินทุกใบ แค่ภาระขั้นต่ำรวมกันทุกใบก็เกินเงินเดือนของคุณแล้ว คุณจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายคืนเขาล่ะจริงไหม ดังนั้น เลือกสมัครบัตรเครดิตแต่พอดี เพียงหนึ่งหรือสองใบก็พอแล้ว ป้องกันการเป็นหนี้เกินตัวโดยไม่จำเป็น ดังที่เราบอกไว้เสมอว่า ผู้ที่ใช้บัตรเครดิตจำเป็นต้องมีวินัยทางการเงินอย่างมาก ต้องวางแผนการใช้บัตรเครดิตอย่างรัดกุม ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจไม่ใช้จ่ายเกินตัว มิเช่นนั้น อาจจะทำให้คุณเป็นหนี้เรื้อรัง เงินเดือนไม่พอใช้ชักหน้าไม่ถึงหลัง หากคุณไม่อยากเป็นหนี้หัวโต ที่มา : https://www.moneyguru.co.th/blog/คนใช้บัตรเครดิต
  • ถ้าคุณมีหนี้สิน ไม่มีเงินเก็บ เงินไม่เคยพอใช้ จ่ายหนี้ขั้นต่ำทีไรก็หมดกระเป๋าแล้ว คุณเป็นคนที่เรียกได้ว่ากำลังมีหนี้ท่วมหัว ก่อนอื่น เราขอให้คุณตั้งสติ และต้องมีความตั้งใจจริงหากคุณอยากหลุดพ้นจากสภาวะนี้ เพราะ วิธีปลดหนี้ ที่ MoneyGuru.co.th กำลังจะแนะนำต่อไปนี้ อาจจะมีหลายอย่างที่คุณจะต้องฝืนใจทำ 1. เมื่อคุณมีหนี้สินท่วมหัว สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ ทำใจยอมรับความจริง ยิ้มสู้กับมัน และอย่างที่เราบอกไว้ตั้งแต่ต้น คุณต้องมีความตั้งใจจริง สิ่งต่อมาซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คือ หยุดสร้างหนี้เพิ่ม เลิกใช้บัตรเครดิตทุกใบที่มี เก็บเอาไว้ที่บ้านเลย หรือถ้าใจเด็ดอยากหักดิบจริง ๆ ตัดบัตรทิ้งไปให้หมดเลยค่ะ และหากเจ้าหนี้ที่ธนาคารโทรมาทวงหนี้ ห้ามหนี ห้ามขาดการติดต่อเด็ดขาด 2. คำนวณยอดหนี้ทั้งหมด จัดลำดับยอดหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดมาไว้เป็นยอดหนี้ที่ต้องปิดให้เร็วที่สุดก่อน หากมีหนี้บ้านหนี้รถ ให้เลือกชำระหนี้ส่วนนี้ก่อน เพราะมีความสำคัญมาก เบี้ยวไม่ได้ โดยเฉพาะหนี้ผ่อนรถ เป็นคดีอาญา เบี้ยว 3 เดือนจะถูกฟ้องร้องทันที 3. คำนวณรายได้ของคุณ ว่าแต่ละเดือนได้เงินมาเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายประจำมีเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายประจำก็จำพวก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต โดยค่าใช้จ่ายประจำนี้ คุณอาจจะรวมหนี้บ้านและหนี้รถเข้าไปด้วยก็ได้ เพราะเป็นหนี้ที่เบี้ยวไม่ได้อย่างที่เราบอกไปข้อที่แล้ว 4. หากรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ใกล้เคียงหรือเท่ากับยอดหนี้ขั้นต่ำที่ต้องชำระในแต่ละเดือน สิ่งที่คุณต้องทำคือ หัดทำบัญชีรายรัยรายจ่ายของคุณเอง คุณจะได้รู้ว่าในแต่ละวัน เงินคุณหายไปไหน และรู้ว่าค่าใช้จ่ายอะไรที่ไม่จำเป็นและสามารถตัดออกไปได้บ้าง 5. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างเช่น ลดแพ็คเกจเคเบิ้ลทีวีที่มีราคาแพง เหลือเพียงแพ็คเกจที่เหมาะสมกับการใช้งานคุณ หรือหากคุณแทบจะไม่เคยเปิดทีวีดูเลย การยกเลิกบริการถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มากทีเดียว หรืออีกวิธี งดดื่มกาแฟจากร้านดัง ที่มีราคาแสนจะแพง มาดื่มกาแฟฟรีที่ออฟฟิศมีให้บริการอยู่แล้ว ต่อเดือนก็ช่วยคุณประหยัดไปได้เป็นพันบาทเลยนะคะ หรือเลิกทานอาหารนอกบ้าน หันมาทำอาหารทานเองก็ช่วยให้คุณประหยัดไปได้มากขึ้น การทำอาหารหนึ่งครั้ง สามารถทานได้เป็นอาทิตย์ ห่อไปเป็นอาหารมื้อกลางวันทางที่ทำงาน ก็ประหยัดไปได้หลายมื้อเลยทีเดียวนะคะ 6. หากไม่มีหนี้บ้านรถมีแต่หนี้บัตรเครดิต ให้พยายามชำระหนี้บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดให้มากกว่าขั้นต่ำ เพื่อที่จะได้ปลดหนี้ก้อนนี้ให้เร็วที่สุด เพราะหนี้ก้อนนี้ ยิ่งปล่อยเอาไว้นาน ยิ่งสร้างภาระดอกเบี้ยเพิ่มให้คุณมาก และจะยิ่งทำให้การปลดหนี้ของคุณช้าลงไปอีก ดังนั้น ให้เน้นหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 7. หากคุณรู้ว่ากำลังจะมีเงินก้อนเข้ามา ในอนาคตอันใกล้ เช่น กำลังจะได้โบนัสปลายปีในอีกสองสามเดือนข้างหน้า ให้เลือกติดต่อประนอมหนี้กับธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยน้อยที่สุด เพื่อต่อรองของชำระแต่ดอกเบี้ยไปก่อน ช่วยลดภาระต่อเดือนลงไปได้มากขึ้น และนำเงินส่วนต่างมาโปะบัตรเครดิตใบที่มีอัตราดอกเบี้ยมาที่สุด โดยการทำแบบนี้ ยอดต้นจะยังคงอยู่ไม่ลดลงไป แต่ถึงแม้ยอดต้นจะไม่ลด คะแนนเครดิตของคุณก็จะยังไม่เสีย รายงานในเครดิตบูโรก็จะยังคงขึ้นคำว่า “ไม่ค้างชำระ” แล้วจึงนำเงินโบนัสที่ได้มาโปะหนี้ โดยวิธีนี้ เราขอแนะนำให้คุณทำในระยะสั้นเท่านั้น และไม่ขอแนะนำให้คุณทำหากคุณไม่มีเงินก้อนเข้ามาในเร็ว ๆ นี้ เพราะหนี้ที่คุณมีจะยังคงอยู่ไม่ลดลงไป เหมือนคุณจ่ายดอกเลี้ยงหนี้ไว้เรื่อย ๆ เท่านั้นเอง 8. ขายอะไรได้ให้ขายไปเลยเพื่อที่คุณจะได้มีเงินก้อนเข้ามาปลดหนี้ได้ โดยของที่จะขายควรขายของใช้ฟุ่มเฟื่อยที่ไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคุณ เช่น เครื่องแต่งกายแบรนด์เนม เครื่องประดับ หรือของที่ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงก็ใช้งานได้ เช่น โทรศัพท์มือถือราคาแพง แล้วซื้อโทรศัพท์ธรรมดามาใช้ไปก่อน ในส่วนของคอมพิวเตอร์ หากมันเป็นเครื่องมือหากินของคุณ หรือคุณสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากมันได้ ให้เก็บเอาไว้ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งตัดสินใจขายมันไป 9. วิธีปลดหนี้ ไม่ใช่การบนบานศาลกล่าว หรือตีอกชกหัวโทษโชคชะตาฟ้าดินอะไรทั้งนั้น (เพราะทุกสิ่งเกิดขึ้นเพราะตัวคุณเองล้วน ๆ) แต่การจะทำให้คุณปลดหนี้ได้คือการมีรายได้ ดังนั้น หารายได้พิเศษเสริมถือเป็นทางเลือกที่คุณต้องทำ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน คุณจะได้ไม่ต้องไปหยิบยืมเงินจากใครในกรณีที่เงินไม่พอใช้ บางทีงานเสริม อาจจะทำเงินให้คุณได้มาก จนคุณสามารถปลดหนี้ได้เร็วขึ้นก็ได้นะคะ แล้วถ้าหนี้ล้น จนคุณจ่ายไม่ไหว หรือไม่มีเงินจ่ายล่ะ? หากคุณเบี้ยวหนี้ ไม่มีเงินจ่าย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตกงานกระทันหัน หรือจงใจเบี้ยวหนี้ หนีหนี้จริง ๆ เราขอให้คุณอ่านสิ่งที่เรากำลังจะบอกต่อไปนี้ให้ดีนะคะ เพราะมันคือผลกระทบที่คุณจะต้องเจอแน่นอนหากคุณเบี้ยวหนี้ 1. ไม่จ่ายหนี้ เตรียมตัวโดนฟ้องได้เลย แต่เนื่องจากคดีเกี่ยวกับหนี้สิน ถือเป็นคดีแพ่ง โทษจึงไม่ถึงขั้นติดคุก ทำให้คุณสบายใจได้มากขึ้น แต่ไม่ติดคุก ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ต้องจ่ายหนี้นะคะ โดยส่วนใหญ่ หากมีหมายศาลส่งไปที่บ้าน เจ้าหนี้มักจะให้โอกาสลูกหนี้ก่อน โดยการปรานีปรานอมลดอัตราดอกเบี้ยให้ หรือบางครั้ง อาจจะให้ชำระคืนเฉพาะเงินต้นก็มี เรื่องจึงอาจจะจบอยู่แค่การไกล่เกลี่ย ไม่ต้องถึงชั้นศาลค่ะ ดังนั้น หากมีหมายศาลมาถึงบ้าน อย่าเพิ่งตื่นตกใจ ตีโพยตีพาย หรือหนีหายไปเลยนะคะ ไปพบกับเจ้าหนี้ที่ศาลถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ 2. หากไกล่เกลี่ยตามข้อที่แล้วไม่ลงตัว จนเรื่องเลยไปถึงชั้นศาล แน่นอน คุณไม่มีทางชนะคดีนี้ได้ ดังนั้น เตรียมตัวรับมือกับการอายัดเงิน และยึดทรัพย์ได้เลยค่ะ เจ้าหนี้ทุกรายรวมกัน สามารถร้องขอต่อศาลเพื่ออายัดเงินเดือนของคุณได้ ไม่เกิน 30% ของเงินเดือน แต่หากหลังจากหัก 30% ออกไปทำให้คุณมีเงินเดือนเหลือน้อยกว่า 10,000 บาท เจ้าหนี้จำเป็นต้องเหลือเงินให้คุณ 10,000 บาท เอาไว้สำหรับการดำรงชีวิตค่ะ อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้ที่เป็นข้าราชการ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ในการอายัดเงินเดือนตามกฎหมายนะคะ โดยการอายัดเงินนั้น นอกจากเงินเดือนแล้ว ยังสามารถอายัดเงินส่วนอื่น ๆ ได้อีก ด้วยนะคะ 3. ในส่วนของรายงานเครดิตที่เครดิตบูโร จะถูกบันทึกเป็น ค้างชำระ ตั้งแต่งวดแรกที่คุณเบี้ยว และจะขึ้นค้างชำระแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยจะมีกำหนดวันพ่วงเข้ามาด้วย เช่น ค้างชำระ 31 – 60 วัน, ค้างชำระ 61 – 90 วัน และจะเพิ่มจำนวนวันไปเรื่อย ๆ หากไม่มีการชำระเข้ามา โดยเมื่อใดที่คุณชำระหนี้ เงินจำนวนนี้จะไปตัดหนี้ก้อนที่เก่าที่สุดก่อน และรายงานเครดิตจะยังคงขึ้นว่าค้างชำระอยู่ แต่จำนวนวันจะลดลงตามจำนวนก้อนหนี้แต่ละงวดที่คุณชำระเข้าไปค่ะ การไม่เป็นหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ คำกล่าวนี้ยังถือเป็นเรื่องจริงที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ยิ่งสมัยวัตถุนิยมแบบนี้ คนเป็นหนี้ ไม่มีเงินเก็บ เงินไม่พอใช้ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น หากคุณยังไม่มีวินัยในการจัดการบริหารเงิน เราขอแนะนำว่าอย่าสร้างหนี้จะดีที่สุดนะคะ ยิ่งสังคมไทยนั้น ฝังหัวลูกหลานมาตั้งแต่บรรพบุรุษว่า มีบ้านมีรถคือชีวิตมั่นคง ซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลย การมีหนี้ จะทำให้ชีวิตคุณมั่นคงได้อย่างไร จริงไหมคะ? นอกเสียจากว่า บ้านและรถที่คุณซื้อมา สามารถสร้างรายได้ให้กับคุณ นั่นแหละค่ะ คือการตีความคำว่ามั่นคงได้อย่างถูกต้อง  ที่มา : https://www.moneyguru.co.th/blog/วิธีปลดหนี้  
  •     "ผ่อนบ้าน" หรือคอนโดที่เหมาะสมกับสถานะการเงิน เป็นเรื่องที่เราควรทำ เพราะเราไม่สามารถมีความสุขกับบ้านหรือคอนโดสวยๆไปพร้อมกับการไม่มีเงินจ่ายค่าผ่อนบ้านได้ พี่ทุยได้ยินหลายๆคนที่กำลัง“ผ่อนบ้าน”หรือคอนโด มาบ่นอยู่บ่อยๆว่าเมื่อไหร่จะผ่อนบ้านหมดซักที อยากผ่อนบ้านหมดไวๆ มีวิธีแนะนำมั้ย ถ้าพี่ทุยบอกไปว่า “ขายไตไปโปะเลย จะได้หมดไวๆ” พี่ทุยคงโดนเพื่อนเขวี้ยงหนามทุเรียนใส่แน่นอน (ฮ่า) แต่ความเป็นจริงแล้ว พี่ทุยมีเทคนิคที่จะช่วยทำให้โปะได้เร็วขึ้น เพื่อที่จะทำให้เราผ่อนบ้านหรือคอนโดให้หมดไวแบบรวดเร็วทันใจ เทคนิคที่ 1 : โปะเพิ่มทุกๆเดือน ก่อนซื้อบ้านหรือคอนโดทุกครั้ง พี่ทุยมักจะแนะนำเสมอว่า ถ้าอยากผ่อนบ้านให้หมดไวๆ ต้องโปะไปอีกเท่าตัวเสมอถ้าทำได้ เช่น เราจะต้องผ่อน 12,000 บาท/เดือน ก็จ่ายธนาคารไปเป็น 24,000 บาทไปเลย เทคนิคนี้จะช่วยทำให้เราผ่อนบ้านหมดภายใน 8-9 ปีเท่านั้น จากเดิม 30 ปี การโปะเพิ่ม 1 เท่าจะช่วยทำให้เราผ่อนบ้านเสร็จเร็วได้มากกว่า 70% พี่ทุยว่าเจ๋งมากๆเลยนะ ดังนั้น ข้อควรระวังในการซื้อบ้านหรือคอนโดอย่างนึง ก็คือ เราควรเลือกบ้านให้เหมาะกับสถานะการเงินของเรา ไม่ควรเลือกบ้านที่ราคาสูงเกินว่าที่จะผ่อนไหว แต่ถ้าใครพลาดตรงนี้ไปแล้ว พี่ทุยบอกเสมอว่ายาผีบอกสำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องเงิน คือ การหารายได้เพิ่ม !! คำนี้พูดง่ายแต่ทำยากสักหน่อยแต่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับตัวเราคนเดียวเท่านั้น เพราะถ้าเรามองจากตัวอย่างในการผ่อนช่วงแรกๆ เงินที่ผ่อนไป 12,000 บาท กลายเป็นดอกเบี้ยไปแล้วประมาณ 10,000 บาท เหลือไปลดเงินต้นแค่ 2,000 บาทเอง ซึ่งถ้าเราโปะเงินเพิ่มไปอีก 1 เท่าหรือ 12,000 บาท ส่วนนี้จะไปช่วยลดเงินต้นลง และช่วยลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในเดือนถัดๆไปลงตามไปด้วย ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดระยะเวลาการผ่อนจาก 30 ปี เหลือแค่ 8-9 ปีเท่านั้น แต่ถ้าใครคิดว่าวิธีนี้มันดูทรมานเกินไปหรืออยากผ่อนบ้านแบบมีความสุข ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป ก็อาจจะไม่ต้องโปะเยอะขนาดที่พี่ทุยบอกไปก็ได้ แต่อาจจะโปะเพิ่มขึ้น 10-20% ของเงินผ่อนไปทุกเดือนแทน เช่น โปะเพิ่ม 10% ก็ผ่อนเดือนละ 13,200 บาท และถ้าสิ้นปีมีโบนัส ก็อาจจะเอาเงินก้อนมาโปะไปบางส่วน ก็จะช่วยร่นระยะเวลาในการผ่อนบ้านของเราได้เช่นกัน เทคนิคที่ 2 : พยายามรีบโปะในช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำๆ ถ้าระยะยาวเราไม่สามารถโปะเพิ่มขึ้น 1 เท่า ไปได้ตลอด งั้นพี่ทุยแนะนำว่าช่วงปกติตอน 1-3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยมักจะต่ำ มากหรือน้อยตามโปรโมชั่นของแต่ละธนาคาร และหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะพุ่งไปตาม MRR ในช่วงปีแรกๆเราอาจเสียดอกเบี้ยแค่ 3-4% แต่หลังจากนั้นอาจจะกลายเป็น 5-8% ไปเลยก็ได้ เราจึงควรรีบโปะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำๆ เพราะเงินต้นจะลดลงไปได้เยอะ เราก็ประหยัดดอกเบี้ยไปได้มากขึ้น ทำให้เราผ่อนหมดได้เร็วขึ้น แต่ถ้าเราไปโปะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูงๆ เราอาจโปะไปแต่เงินต้นก็ไม่ได้ลดลงไปเท่าไหร่เลย เทคนิคที่ 3 : รีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือขอปรับอัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้านหรือคอนโดกับธนาคารเดิม (Retention) อธิบายการรีไฟแนนซ์ง่ายๆ คือ การไปกู้เงินจากธนาคารอื่นที่จ่ายดอกเบี้ยถูกกว่ามาจ่ายคืนธนาคารเดิมที่เคยกู้ เพราะเมื่อเราผ่อนครบ 3 ปี เราหมดโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำกับธนาคารแล้ว ในปีที่ 4 ดอกเบี้ยจะลอยตัวขึ้นตาม MRR แต่เราจะทำรีไฟแนนซ์ได้ตอนไหนอย่าลืมดูเงื่อนไขสัญญาที่ทำกับธนาคารก่อน ส่วนใหญ่จะทำได้ตอนหลัง 3 ปี หากเรารีไฟแนนซ์ก่อนระยะเวลาที่กำหนดในสัญญากู้ก็จะเสียค่าปรับ แบบนี้ถือว่าไม่คุ้มเลยล่ะ ทีนี้ตอนเราหาธนาคารใหม่ก็ทำเหมือนเดิม เหมือนตอนที่กู้ซื้อบ้านครั้งแรก คือ หาโปรโมชั่นจากแต่ละธนาคารมาเปรียบเทียบดูว่าธนาคารไหนดอกเบี้ยถูกที่สุด และถูกกว่าดอกเบี้ยที่เราจ่ายอยู่ปัจจุบัน เราก็ย้ายไปกู้กับธนาคารนั้น แต่อย่าลืมดูเงื่อนไขค่าธรรมเนียมและค่าจดจำนองด้วยว่าย้ายไปแล้วจ่ายน้อยลงจริงหรือไม่ แต่อีกสิ่งนึงที่พี่ทุยอยากแนะนำสำหรับคนที่ผ่อนบ้านหรือคอนโด คือพยายามสร้างประวัติการผ่อนให้ดี เพราะหากเรามีประวัติการผ่อนดีอย่างน้อย 3 ปี เราสามารถเข้าไปคุยเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้จ่ายถูกลงได้เลย โดยเราไม่ต้องไปรีไฟแนนซ์ เสียค่าธรรมเนียมค่าจดจำนองอีกครั้งกับธนาคารอื่น เราสามารถที่จะคุยขอลดดอกเบี้ยได้ ถ้าคุยดีๆไม่แน่อาจจะได้ดอกเบี้ยถูกกว่าย้ายไปรีไฟแนนซ์ธนาคารอื่นอีกด้วยนะ ยิ่งเครดิตเราดีเท่าไหร่ เราก็สามารถที่จะต่อรองได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ที่มา : https://www.moneybuffalo.in.th/อสังหาริมทรัพย์/ผ่อนบ้าน-คอนโด-หมดเร็ว
  •   คำว่า “หนี้สิน” ไม่ได้หมายถึง สิ่งที่ไม่ดีเสมอไป หนี้สินมีทั้งหนี้ดีและหนี้เสียเรามาดูวิธีจัดการหนี้ดีรวมถึงรับมือหนี้เสียอย่างชาญฉลาดกันดีกว่า ความหมายของหนี้ดี   สำหรับความหมายของ “หนี้ดี” แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่   หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ ถือเป็นหนี้ดี ยกตัวอย่างเช่น หนี้ที่กู้มาเพื่อประกอบธุรกิจส่วนตัวเป็นเงินทุน และแหล่งทุนของเราคือการขอสินเชื่อธนาคาร เมื่อเรานำเงินกู้มาประกอบกิจการ เกิดเป็นกำไร หมุนกลับไปจ่ายดอกเบี้ย แบบนี้ถือเป็นหนี้ดี หนี้ที่จำเป็นต้องกู้เพื่อคุณภาพชีวิต ยกตัวอย่างเช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือกู้เพื่อซื้อบ้าน หากคุณยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยถือเป็นหนี้ที่ดีเช่นกัน ความหมายของหนี้ที่ไม่ดี สำหรับความหมายของหนี้ที่ไม่ดี คือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นภาระที่คุณต้องจ่าย ยกตัวอย่างเช่น หนี้ผ่อนรถยนต์ หากคุณไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ หรือมีรถยนต์อยู่แล้วแต่ซื้อคันใหม่ สิ่งที่ตามมาคือ ค่างวด ที่คุณต้องจ่ายทุกเดือน และเป็นหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อะไร แถมยังพ่วงค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามมาอีกด้วย แล้วขั้นตอนการจัดการหนี้ดี-กำจัดหนี้เสียอย่างชาญฉลาดที่ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง?   ขั้นที่ 1 หยุดก่อหนี้เพิ่มอันดับแรกคุณต้องแจกแจงหนี้ออกมาให้ได้ว่าอันไหนเป็นหนี้ที่ดี อันไหนเป็นหนี้เสีย และหยุดก่อหนี้เพิ่ม ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ที่ดี หรือหนี้ที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งก็คือ การสร้างหนี้ใหม่เอาไปจ่ายหนี้เก่า การทำแบบนี้จะยิ่งทำให้ “ปมหนี้” ผูกมัดแน่นขึ้น และยากจะแก้ไขภายหลัง ขั้นที่ 2 สำรวจภาระหนี้สิน และความสามารถในการชำระหนี้คืนเมื่อหยุดก่อหนี้เพิ่มแล้ว คุณก็ต้องมาสำรวจหนี้สินว่ามีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล หนี้ค่างวดรถยนต์ ค่างวดบ้าน ฯลฯ โดยจดบันทึกมูลหนี้ทั้งหมด รวมทั้งดอกเบี้ยจ่ายในแต่ละเดือนว่าสิ่งที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมทั้งหมดเท่าไร ทำแบบนี้จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า หนี้สินของคุณมีอะไรบ้าง จ่ายดอกเบี้ยไปเท่าไรบ้าง และนำข้อมูลมาบริหารจัดการหนี้ในมือให้หมดไปโดยไว ขั้นที่ 3 จัดสรรค่าใช้จ่ายเสียใหม่ ออมเงินให้มากขึ้นเมื่อคุณแยกหนี้ดี และไม่ดีออกจากกัน หยุดก่อหนี้ใหม่ๆ บริหารจัดการหนี้แล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ การจัดสรรค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเสียใหม่ สำหรับคนที่ใช้จ่ายค่อนข้างจะมือเติบ ก็ต้องปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง วิธีที่ทำให้เรามองเห็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ก็คือ การจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่นี้เมื่อเห็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นแล้ว ลดการใช้จ่ายในส่วนนั้นๆ ลง ส่วนที่เหลือก็คือ เงินออม หากคุณต้องการความมั่นคงในด้านการเงิน ควรมีเงินออมเก็บไว้อย่างน้อย 10-20% ของรายรับทั้งหมด บางคนบอกหนี้ยังจ่ายไม่หมดจะให้ออมเงินได้อย่างไร ไม่เป็นไรเรารีบเคลียร์หนี้ให้หมดเร็วๆ จะได้เริ่มต้นออมเงินเร็วๆ ถ้าไม่เริ่มก็คงไม่มีความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขั้นที่ 4 หาทางเพิ่มรายได้ขอแนะนำว่าคุณควรมีทั้ง active income คือ ทำงานหาเงิน และมี passive income คือ ‪ให้เงินทำงาน ควบคู่กันไป เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตการเงินของเรานั่นเอง การเพิ่มรายได้นอกเหนือจากรายได้หลัก หรืองานประจำ ควรเป็นรายได้ในทาง passive income ทำให้มีกระแสเงินสดหลายทางเข้าสู่ชีวิตการเงินของเรา ดังนั้นถึงจะมีหนี้เยอะ แต่มีรายได้เยอะด้วย ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระและไม่ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตมากนัก หากต้องการแนวคิดการบริหารจัดการเงินดีๆ ขั้นตอนสุดท้าย ติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอเมื่อคุณวางแผนจะลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และบริหารหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็ต้องหมั่นติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากไม่คอยติดตามความก้าวหน้าใดๆ บางครั้งคุณอาจจะหวนกลับไปก่อหนี้ไม่ดีขึ้นมาอีกก็เป็นไปได้ ทางที่ดีควรหมั่นตรวจสอบตัวเอง และพฤติกรรมการใช้จ่ายให้ดี สร้างเครดิตดีๆ ในอนาคตหากคุณจะทำกิจการ ประกอบธุรกิจเล็กๆ และจำเป็นต้องขอสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งเป็นหนี้ที่ดี คุณจะได้ไม่ติดขัด มีหนี้น้อยโอกาสดีๆ ก็เปิด ที่สำคัญคุณจะใช้ชีวิตที่มั่นคงได้อย่างสบายใจการไม่มีหนี้ถือเป็นลาภอันประเสริฐ แต่หากเราต้องเป็นหนี้จริงๆ คุณสามารถจัดการหนี้ทั้งหนี้ดีและหนี้เสียให้อยู่หมัดได้เพียงแค่มีวินัยและสม่ำเสมอ เมื่อบริหารจัดการหนี้ได้ ชีวิตก็จะราบรื่นอย่างแน่นอน   ที่มา : https://www.gsb.or.th/Blogs/Financial/Debtmean.aspx